วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

ประเภทของตุ๊กตาไทย

ประเภทของตุ๊กตาไทย

ประเภทของตุ๊กตาไทย
         ตุ๊กตาไทยมีหลายประเภท จำแนกตามจุดมุ่งหมายของการใช้ดังนี้

         1. ตุ๊กตาที่ใช้ในพิธีกรรม ตุ๊กตาประเภทนี้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรม ต่าง ๆ เช่น ตุ๊กตาศาลพระภูมิ เป็นตุ๊กตาคนรับใ ช้ชายหญิง และช้างม้าตุ๊กตาชะนีสีเหลืองใช้ในพิธีทอดผ้าป่า เป็นต้น

         2. ตุ๊กตาสำหรับเด็กเล่น ตุ๊กตาประเภทนี้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เด็กเล่นมักทำอย่างง่ายๆ จากวัสดุที่หาได้ใกล้ๆ ตัว
ตุ๊กตาบางกอกดอลล์ แสดงการเล่นขี่ม้าและตีวงล้อ

ตุ๊กตาบางกอกดอลล์  แสดงการเล่นขี่ม้าและตีวงล้อ

         3. ตุ๊กตาฝีมือ ตุ๊กตาประเภทนี้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแสดงฝีมือทางศิลปะให้เด็กและผู้ชมได้ชมความงามอันประณีตละเอียดอ่ อน ผู้ประดิษฐ์ตุ๊กตาประเภทนี้นับว่าเป็นศิลปินที่ควรแก่การยกย่อง ตุ๊กตาฝีมือที่มีชื่อเสียงและมีคุณค่าทาศิลปวัฒนธรรม มีหลายลักษณะด้วยกัน ดังนี้

  • ตุ๊กตาชาววัง ศิลปินผู้ประดิษฐ์ คือ นางเฉ่ง สาครวาสี (สกุลเดิม สุวรรณโน)


  • ตุ๊กตาบางกอดอลล์ ศิลปินผู้ประดิษฐ์คือคุณหญิงทองก้อน จันทวิมล เป็นตุ๊กตาตัวโขนตัวละครจากวรรณคดีและละครรำต่างๆ



  • ตุ๊กตาชาวบ้านอยุธยา ศิลปินนผู้ประดิษฐ์คือนางสาวสุดใจ เจริญสุข




  • ตุ๊กตาของนายจักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นตุ๊กตาที่แสดงศิลปวัฒนธรรมไทย






         4. ตุ๊กตาตามความเชื่อพื้นบ้าน ตุ๊กตาประเภทนี้ประดิษฐ์ขึ้นง่ายๆ ด้วยฝีมือชาวบ้าน
  • ตุ๊กตาเสียกบาล เป็นตุ๊กตาดินเผาเคลืบสมัยสุโขทัย
  • ตุ๊กตาแก้บน เป็นตุ๊กตาที่ประดิษฐ์ขึ้นหรือซื้อหามา “แก้บน” หลังจากการบนบานศาลกล่าว
  • ตุ๊กตากุมาร ส่วนมากจะเป็นตุ๊กตาเครื่องปั้นดินเผา ทำเป็นเด็กผู้ชายไว้จุก
  • ตุ๊กตานางกวัก ประดิษฐ์เป็นหญิงสาว แต่งตัวสวยงามสวมกระบังหน้า ท้าวแขนซ้ายและยกมือขวากวักไปข้างหน้า
         5. ตุ๊กตาอื่นๆ

ตุ๊กตาญี่ปุ่น (Nihon-ningyoo)

  • ตุ๊กตาญี่ปุ่น (Nihon-ningyoo)

  • เรื่องโดย : Azu’Nyan Prae
    เรียบเรียงโดย : ทีมงานโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น Jat
  •        ตุ๊กตาญี่ปุ่น (日本人形, Nihon-ningyoo) เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นงานฝีมือขั้นสูงที่มีความละเอียดอ่อน สะท้อนให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันงดงามของประเทศญี่ปุ่น ตุ๊กตาแต่ละตัวก็จะแสดงถึงลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง ลวดลายหรือการแกะสลัก รวมทั้งการตกแต่งด้วยผ้านานาชนิดที่วิจิตรบรรจง ความเป็นมาของตุ๊กตาแต่ละยุคแต่ละสมัยก็ยังมีความหลากหลาย วันนี้ Azu จะขอนำเสนอเกี่ยวคำในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในการเรียก “ตุ๊กตาญี่ปุ่น” ให้ทุกท่านได้รู้จักกันมากขึ้นค่ะ

    ตุ๊กตาฮินะ (ひな人形, Hina-ningyoo)
  •         ตุ๊กตาฮินะเป็นตุ๊กตาขนาดเล็กที่ประดับลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ มักจะนำเสนอการแต่งกายในชุดประจำราชสำนัก โดยการสวมใส่ชุดจักรพรรดินั้นมักจะอยู่ในช่วงยุคเฮอัน (Heian) ตุ๊กตาฮินะนิยมนำมาจัดในงานเทศกาลตามประเพณีของญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า เทศกาลวันเด็กผู้หญิง (ひな祭り, Hina matsuri) ที่จัดขึ้นในวันที่ 3 เดือน 3 (มีนาคม) เป็นประจำของทุกปี แต่ละครอบครัวที่มีลูกสาวจะประดับไว้ในบ้านเรือนเพื่ออวยพรให้เด็กผู้หญิงเติบโตมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต
  • ตุ๊กตานักรบ (武者人形, Musha-ningyoo) / ตุ๊กตาเดือน 5 (五月人形, Gogatsu-ningyoo)
  •     ตุ๊กตานักรบเป็นตุ๊กตาที่สวมชุดเกราะประดับตกแต่งด้วยดาบหรือหมวกเหล็กนักรบ มักจะถูกนำมาจัดในวันที่ 5 เดือน 5 (พฤษภาคม) เป็นประจำของทุกปี หรือที่เรียกกันว่า เทศกาลวันเด็กผู้ชาย (こどもの日, Kodomo no hi) ครอบครัวที่มีลูกชายมักจะประดับตุ๊กตานักรบเพื่อขอพรให้เด็กผู้ชายเติบโตมีสุขภาพดี แข็งแกร่ง อาจหาญ เข้มแข็งเหมือนดั่งนักรบ
  • ตุ๊กตาฮากาตะ (博多人形, Hakata-ningyoo)
  •      ตุ๊กตาฮากาตะเป็นตุ๊กตาดินเผาที่ได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น เป็นผลิตผลพื้นเมืองจากเมืองฮากาตะ (博多市, Hakata-shi) จังหวัดฟุคุโอกะ (福岡県, Fukuoka-ken) ที่ปั้นด้วยดินเหนียวแล้วนำไปเผาไฟ จากนั้นจึงลงสีอย่างละเอียดและประณีตเสมือนของจริง ตุ๊กตาฮากาตะนั้นมีมาตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1601 เมื่อไดเมียว (大名, Daimyoo) ซึ่งก็คือขุนศึกสมัยศักดินาของสมัยญี่ปุ่นนั้น ได้ไปสร้างปราสาทไมซุรุ (福岡舞鶴城, Maizuru) อยู่ที่ฟุคุโอกะ ช่างทำตุ๊กตาและหน้ากากที่อยู่ในเมืองนั้นก็ได้มอบตุ๊กตาฮากาตะให้แก่ไดเมียว หลังจากนั้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1800 จึงเริ่มมีคนทำตุ๊กตาดินเผาสำหรับคนทั่วไปเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นต้นแบบของ ตุ๊กตาฮากาตะ (博多人形, Hakata ningyoo) ตั้งแต่นั้นมา ตุ๊กตาฮากาตะนั้นมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ ตุ๊กตาซูโม่ ตุ๊กตาคาบุกิ ตุ๊กตาเด็ก ตุ๊กตาผู้ใหญ่ และอื่นๆ แต่ตุ๊กตาประเภทนี้มักจะมีราคาแพงมาก 
  • กตาโคเคชิ (こけし人形, Kokeshi-ningyoo)
    ตุ๊กตาโคเคชิเป็นตุ๊กตาขนาดเล็กที่อาศัยเทคนิคการกลึงไม้แบบญี่ปุ่น ลักษณะของตุ๊กตาจะไม่มีแขนขา ศีรษะกลม ร่างกายเป็นทรงกระบอก เป็นงานฝีมือที่โชว์การวาดลวยลายบนลำตัวและใบหน้าของผู้หญิง เหมาะสำหรับใช้เป็นของที่ระลึก โดยตุ๊กตาโคเคชิแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ...
  • ตุ๊กตาโคเคชิแบบดั้งเดิม เป็นตุ๊กตาที่มีต้นแบบมาจากสมัยเอโดะ (Edo) เป็นผลิตผลพื้นเมืองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (東北地方, Toohoku chihoo) ลักษณะตุ๊กตาจะทำด้วยไม้ รูปแบบเรียบง่ายมีสีสันสดใส ส่วนใหญ่จะได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น


  • ก
    ตาโคเคชิแบบสร้างสรรค์
     เป็นตุ๊กตาที่ทำจากไม้เช่นกัน แสดงถึงจินตนาการที่อิสระ แต่มีลวดลายเฉพาะตัว รูปลักษณ์ก็ค่อนข้างทันสมัย

  • ตุ๊กตาโน (能人形, Noo-ningyoo)
  •                        ตัวอย่างตุ๊กตาโน
  •  
  •           หน้ากากละครโน                                          เวทีละครโน
  • ละครโน (能, Noo) กำเนิดขึ้นเมื่อสมัยมุโรมาจิ (Muromachi) เป็นศิลปะการแสดงสำหรับชนชั้นสูง ที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันอาจมีการปรับเปลี่ยนการแสดงให้เป็นที่นิยมกับผู้คนสมัยนี้มากขึ้น ละครโนก็เป็นศิลปะการแสดงที่ผู้แสดงต้องสวมหน้ากาก เพื่อประกอบการร่ายรำตามเนื้อร้อง จะมีความสวยงามด้านเครื่องแต่งกายและลักษณะท่าทาง ตุ๊กตาโนก็ได้ถ่ายทอดรูปแบบของเครื่องแต่งกายรวมถึงลักษณะท่าทางของตัวละครโนไว้ได้เสมือนจริงเช่นเดียวกัน
  • ตุ๊กตาหุ่นบุนราคุ (文楽人形, Bunraku-ningyoo)
  •                           ตัวอย่างตุ๊กตาหุ่นบุนราคุ
  • ตุ๊กตาหุ่นบุนราคุ เป็นตุ๊กตาที่ใช้ในการแสดงตุ๊กตาหุ่นเชิด เป็นศิลปะการแสดงสำหรับชนชั้นสูง และเป็นการแสดงเชิงละครที่มีชื่อเสียงในสมัยเดียวกับละครคาบุกิ (歌舞伎, Kabuki) แต่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับละครคาบุกิ การแสดงบุนราคุเริ่มต้นในสมัยมุโรมาจิ (Muromachi) และได้รับความนิยมมากในช่วงสมัยเอโดะ (Edo) ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากในแถบโอซาก้า การแสดงหุ่นเชิดนั้น ตุ๊กตาหุ่นบุนราคุ 1 ตัว จะใช้คนเชิดถึง 3 คน เพื่อเชิดในส่วนศีรษะ บ่า ลำตัวและมือ
  • ตุ๊กตาโกโชะ (御所人形, Gosho-ningyoo)
  • ตุ๊กตาโกโชะเป็นตุ๊กตาเด็กผู้ชายเปลือย ผิวขาวเนียนละเอียด ศีรษะโต แสดงให้เห็นถึงลักษณะความน่ารักของเด็ก คำว่า โกโชะ (御所, Gosho) นั้นหมายถึง “วังจักรพรรดิ” ตุ๊กตาโกโชะนี้กำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะ (Edo) ซึ่งเหล่าขุนนางในราชสำนักของนครเกียวโตมอบตุ๊กตาโกโชะให้แก่ไดเมียว (大名, Daimyoo) เพื่อเป็นของขวัญตอบแทน จึงเป็นที่มาของชื่อ ตุ๊กตาโกโชะ (御所人形, Gosho-ningyoo) ปัจจุบันตุ๊กตาโกโชะนั้นก็ได้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
  • ตุ๊กตาคิเมโกมิ (木目込み人形, Kimekomi-ningyoo)
  •                             ตัวอย่างตุ๊กตาคิเมโกมิ
  • การปักเย็บเสื้อผ้าฝั่งลงไปบนตัวตุ๊กตาคิเมโกมิ

    ตุ๊กตาคิเมโกมิเป็นการนำเอาตุ๊กตาที่ทำจากไม้แกะสลักมาปักเย็บเสื้อผ้าฝั่งลงไปบนตัวตุ๊กตาและเก็บริมผ้าตามร่องไม้ของตุ๊กตา ต้นกำเนิดของตุ๊กตาคิเมโกมินั้นเกิดเมื่อประมาณ 270 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงกลางสมัยเอโดะ (Edo) นักบวชชินโตที่ทำงานอยู่ในนครเกียวโต จากศาลเจ้าชินโตคามิกาโมะ (上賀茂神社, Kamigamo Jinja) ได้แกะสลักตุ๊กตาโดยใช้ต้นยานะกิ (柳の木, yanagi no ki) ตุ๊กตาคิเมโกมิก็ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
  • ตุ๊กตาซางะ (嵯峨人形, Saga-ningyoo)
  • กตาซางะเป็นตุ๊กตาขนาดเล็กที่ทำจากไม้แกะสลักเช่นเดียวกับตุ๊กตาคิเมโกมิ แต่นำมาตกแต่งสีสันด้วยทองคำเปลวหรือทาสีต่างๆ ต้นกำเนิดนั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นสมัยเอโดะ (Edo) จนถึงช่วงกลางสมัยเอโดะ สมัยนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ที่เขตซางะ (Saga) นครเกียวโต ยามว่างจากการทำพระพุทธรูปก็มักจะมาผลิตตุ๊กตาตัวเล็กๆ เล่นกัน ซึ่งทำให้มักจะถูกเรียกว่า ตุ๊กตาซางะ (嵯峨人形, Saga-ningyoo) นั่นเอง
  • ตุ๊กตาอิจิมัทสึ (市松人形, Ichimatsu-ningyoo)
  •                   ตัวอย่างตุ๊กตาอิจิมัทสึ
  • ตุ๊กตาอิจิมัทสึเป็นตุ๊กตาที่สร้างเลียนแบบเด็กญี่ปุ่นที่สร้างออกมาได้อย่างสมจริงที่สุด มีต้นแบบมาจากนักแสดงคาบุกิ ชื่อ ซาโนะงาวะ อิชิมัทสึ (佐野川市松, Sanogawa Ichimatsu) ที่แสดงบทบาทเป็นผู้หญิงในละคร ซึ่งมีบุคคลมากมายชื่นชอบในผลงานของเขา ตุ๊กตาอิจิมัทสึเป็นตุ๊กตาที่เด็กผู้หญิงสมัยก่อนใช้เล่นเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน
  • ตุ๊กตาหญิงสาวโอยามะ (尾山人形, Oyama-ningyoo)
  • ตุ๊กตาหญิงสาวโอยามะเป็นตุ๊กตาที่มีรูปแบบที่ทันสมัย มีการออกแบบเครื่องแต่งกายและทรงผมที่งดงาม ผู้ที่ริเริ่มตุ๊กตาหญิงสาวนี้ คือ จิโร่ซาบุโร่ โอยามะ (小山次郎三郎, Jiroosaburoo Oyama) เป็นผู้ชำนาญเกี่ยวกับเรื่องการเชิดตุ๊กตาในละครตุ๊กตา
  • ตุ๊กตาเคียว (京人形, Kyoo-ningyoo)
  • ตุ๊กตาเคียวเป็นตุ๊กตาที่แต่งกายในชุดที่หรูหราในช่วงสมัยเฮอัน (Heian) จึงถูกเรียกโดยรวมว่าเป็น “ตุ๊กตาเคียว” ในสมัยก่อนถูกผลิตขึ้นโดยให้กับเจ้าหญิงในสมัยเฮอันใช้เป็นของเล่น ต่อมาในสมัยเอโดะ (Edo) จึงถูกนำมาใช้เป็นของที่ระลึกหรือเป็นของขวัญเพื่อการตอบแทน

ตำนานการชงชา

ตำนานการชงชา

public_image_1_1010010548580

          ยากที่จะปฏิเสธว่าปัจจุบันนี้น้ำชาเขียวได้แพร่หลายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของประเทศไทยเสียแล้ว และไม่มีใครที่ไม่เคยลิ้มลองมัน ไม่ว่าชาเขียวจากญี่ปุ่นแท้ๆหรือแค่ชาที่ดังเพราะการโปรโมท แม้ว่าชาเขียวจะดังในบ้านเรามากขนาดนี้แต่มีคนส่วนน้อยมากที่จะเคยลองชิมชาเขียวต้นตำหรับญี่ปุ่นแท้ๆ และน้อยคนลงไปอีกที่จะรู้จักประวัติความเป็นมาของมัน
    สมัยก่อนมีพระรูปหนึ่งชื่อเอไซ (えいさい: Eisai) ซึ่งเป็นคนนำชาเข้ามาจากประเทศจีน สมัยนั้นจะมีแต่พระเท่านั้นที่นิยมดื่มกันจนพระเอไซนำไปมอบให้โชกุนได้ลองชิม จึงทำให้ชามีชื่อเสียงโด่งดังและแพร่หลายไปถึงในวัง จนมีการนำไปปลูกนอกเมืองเกียวโต (ขณะนั้นเมืองหลวงคือเกียวโต)
รูปปั้นพระทาเกะโนโจโอ ในสวนสาธารณะไดเซน
สำหรับชนชั้นสูงสมัยนั้นจะนิยมดื่มชากันในงานเลี้ยงสังสรรค์ โดยมีการดื่มชาก่อนอาหารหลัก และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีการเล่นเกมทายชา (ให้ชิมน้ำชาและทายว่าเป็นชาอะไร) จนได้มีการพัฒนาไปเป็นพิธีชงชาสำหรับคนรักการดื่มชา ซึ่งพิธีชงชาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ วาบิชะ (wabicha : わび茶) เป็นพิธีชงชาแบบเรียบง่ายทั้งพิธีและสถานที่ ก่อตั้งโดยพระจากนิกายเซนชื่อว่าทาเกะโนโจโอ (Takeno Jouou : 武野 紹鴎) ต่อมาได้ถูกพระเซนโนะริคิว (Senno Rikyu : 千利休) พัฒนาจนเป็นพิธีแบบในปัจจุบัน ทั้งวางรูปแบบและกำหนดวิธีการชงชาต่างๆยึดหลักที่ว่าต้องเรียบง่ายและจริงใจระหว่างทำพิธี
โดยมีคอนเสบของการชงชาคือ 和・敬・清・寂 (わけいせいじゃく)
和(wa) มีความหมายว่า ความสงบ สันติ
敬(kei) มีความหมายว่า ความเคารพ
清(sei) มีความหมายว่า ความสะอาด บริสุทธิ์
寂(jakku) มีความหมายว่า ความเงียบสงบ

และมีแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านและแขกผู้มาเยือนว่า 一期一会 (いちごいちえ:Ichigo ichie) ถือเสมือนว่าทั้งสองเจอกันแค่ครั้งเดียว ต้องให้เกียรติกันและทำให้ดีที่สุด
สำนักที่สืบทอดพิธีชงชาแบบวาบิชะนั้นชื่อว่าอุระเซงเคะ (Urasenke : 裏千家) ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น 茶の湯 (Chanoyu) และปัจจุบันคือ 茶道 (Chado)
ส่วนชาที่ชงในพิธีนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ
濃茶 (Koicha) ต้องชงในภาชนะใหญ่ดื่มกันได้หลายคน จึงต้องชงให้มีรสชาติเข้มข้น
薄茶 (Usucha) เป็นการชงในถ้วยเล็กๆเพื่อดื่มคนเดียว ใช้กันทั่วๆไปและสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน เมื่อก่อนเสิร์ฟกับขนมแห้ง (Higashi) แต่ปัจจุบันเสิร์ฟกับขนมสด

แมงกะพรุน

แมงกะพรุน

แมงกะพรุน หรือ กะพรุน    (อังกฤษ: Jellyfish, Medusa) จัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมไนดาเรีย ไฟลัมย่อยเมดูโซซัว แบ่งออกเป็นอันดับได้ 5 อันดับ (ดูในตาราง) ลักษณะลำตัวใสและนิ่มมีโพรงทำหน้าที่เป็นทางเดินอาหารมีเข็มพิษที่บริเวณหนวดที่อยู่ด้านล่าง ไว้ป้องกันตัวและจับเหยื่อ เมื่อโตเต็มวัย ส่วนประกอบหลักในลำตัวเป็นน้ำร้อยละ 94-98 ด้านบนเป็นวงโค้งคล้ายร่ม ด้านล่างตอนกลางเป็นอวัยวะทำหน้าที่กินและย่อยอาหาร พบได้ในทะเลทุกแห่งทั่วโลกแมงกะพรุนส่วนใหญ่จัดอยู่ในอันดับไซโฟซัว แต่ก็บางประเภทที่อยู่ในอันดับไฮโดรซัว อาทิ แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส (Physalia physalis) ซึ่งเป็นแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก และแมงกะพรุนอิรุคันจิ (Malo kingi) ที่อยู่ในอันดับคูโบซัว ก็ถูกเรียกว่าแมงกะพรุนเช่นกัน

รูปร่าง
แมงกะพรุนเป็นสัตว์ที่มีลำตัวโปร่งใส ร่างกายประกอบด้วยเจลาตินเป็นส่วนใหญ่ สามารถมองเห็นเข้าไปได้ถึงอวัยวะภายใน เป็นสัตว์ที่ไม่มีทั้งสมองหรือหัวใจ  ลำตัวด้านบนของแมงกะพรุนมีลักษณะคล้ายร่ม เรียกว่า "เมดูซ่า" ซึ่งศัพท์คำนี้ก็ใช้เป็นอีกชื่อหนึ่งของแมงกะพรุนด้วยเช่นกัน
แมงกะพรุนเป็นสัตว์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาแล้วกว่า 505 หรือ 600 ล้านปี  มีวงจรชีวิตที่ขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ
วงจรชีวิต

   หลังจากผสมพันธุ์แล้ว แมงกะพรุนเมื่อได้ปฏิสนธิแล้ว หลังจากนั้นตัวอ่อนจะพัฒนาขึ้นมา มีลักษณะเหมือนขนหรือหนอนตัวเล็ก ๆ มีขนละเอียดรอบตัว เรียกว่า "ซิเลีย" จากนั้นจะพัฒนาไปเป็น "พลานูลา" จะคืบคลานไปหาที่ ๆ เหมาะสมเพื่อเกาะและเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็น "โพลิป" ซึ่งมีสันฐานเหมือนดอกไม้ทะเลขนาดจิ๋ว คือ มีลำตัวที่เหมือนกับแจกันเกาะอยู่กับวัสดุต่าง ๆ ลำตัวหงายขึ้น โดยมีหนวดอยู่รอบปากด้านบน ซึ่งแตกต่างไปจากแมงกะพรุนตัวเต็มวัย เมื่อโพลิปได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และจำเพาะก็จะเกิดการแตกหน่อซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ซึ่งคือ แมงกะพรุนขนาดเล็กที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จะหลุดและลอยไปตามกระแสน้ำ ที่เรียกว่า "อีฟีรา" หรือ "เมดูซ่า" มีลักษณะเหมือนแมงกะพรุนตัวเต็มวัย คือ ลำตัวคว่ำลง หนวดอยู่ด้านล่าง หากแมงกะพรุนในขั้นนี้ได้รับอาหารที่พอเพียง อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะเจริญเติบโตกลายเป็นแมงกะพรุนตัวเต็มวัย เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ต่อไปก็จะเข้าสู่วงจรเหล่านี้ใหม่อีกครั้ง
พิษ
     แมงกะพรุนหลายชนิดมีพิษ โดยบริเวณหนวดและแขนงที่ยื่นรอบปาก เรียกว่า "มีนีมาโตซีส" หรือเข็มพิษ ใช้สำหรับฆ่าเหยื่อ หรือทำให้เหยื่อสลบก่อนจับกินเป็นอาหาร ซึ่งโดยมากเป็น ปลา และใช้สำหรับป้องกันตัว ปริมาณของนีมาโตซีสอาจมีจำนวนถึง 80,000 เซลล์ ใน 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ภายในนีมาโตซีสนี้เองมีน้ำพิษที่เป็นอันตรายทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่น บวมแดง เป็นรอยไหม้ ปวดแสบปวดร้อน และเป็นแผลเรื้อรังได้ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขึ้นอยู่กับแมงกะพรุนแต่ละชนิด ในชนิด Chironex fleckeri ซึ่งเป็นแมงกะพรุนกล่องชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีเซลล์เข็มพิษมากถึง 4-5,000,000,000 ล้านเซลล์ ในหนวดทั้งหมด 60 เส้น  ซึ่งมีผลทางระบบโลหิต โดยไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้โลหิตเป็นพิษ และเสียชีวิตลงได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
การจำแนกและคุณลักษณะ
 โดยทั่วไปแล้ว แมงกะพรุนมีหลายชนิดที่สามารถรับประทานได้ โดยชาวประมงจะเก็บจากทะเล และผ่าออกทำการตากแห้งและหมักกับเกลือ, สารส้ม และโซเดียม  ก่อนจะนำออกขาย โดยประกอบอาหารได้หลายประเภท อาทิ ยำ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเย็นตาโฟ ซึ่งแมงกะพรุนชนิดที่รับประทานได้ คือ แมงกะพรุนหนัง (Rhopilema spp.) และแมงกะพรุนจาน (Aurelia spp.) ซึ่งชาวจีนมีการรับประทานแมงกะพรุนมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ปีแล้ว คุณค่าทางอาหารของแมงกะพรุน คือ มีโปรตีนสูงและแคลอรีต่ำ เป็นโปรตีนประเภทคอลลาเจนสามารถรับประทานได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าคอลลาเจนจากแมงกะพรุนอาจจะมีส่วนรักษาโรคไขข้ออักเสบ และโรคหลอดลมอักเสบ ตลอดจนทำให้ผิวหนังนุ่มนวลด้วย
แมงกะพรุนเป็นสัตว์ที่พบได้ในท้องทะเลทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทั้งส่วนที่หนาวเย็นเป็นน้ำแข็งเช่น มหาสมุทรอาร์กติก หรือในที่ ๆ ลึกเป็นพัน ๆ เมตรที่แสงสว่างส่องลงไปไม่ถึง คาดการว่ามีแมงกะพรุนทั้งหมดราว 30,000 ชนิด แต่ชนิดที่เป็นที่รู้จักกันดีราว 2,000 ชนิด และเป็นแมงกะพรุนที่มีพิษราว 70 ชนิด ที่มีอันตรายต่อมนุษย์
ขณะที่แมงกะพรุนชนิดที่มีพิษ จะถูกเรียกรวม ๆ กันว่า แมงกะพรุนไฟ (Crysaora spp.) ส่วนใหญ่มีลำตัวสีแดงหรือสีส้ม จะมีพิษที่บริเวณหนวดที่มีน้ำพิษ ใช้สำหรับเพื่อล่าเหยื่อและป้องกันตัว สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ที่ถูกต่อยได้ บริเวณที่ถูกต่อยนั้นจะปรากฏรอยคล้ายรอยไหม้เป็นผื่น จากนั้นในอีก 20-30 นาทีต่อมา จะบวมนูนขึ้นเป็นทางยาวตามผิวหนัง ต่อไปจะเกิดเป็นแผลเล็ก ๆ และแตกออกเป็นแผลเรื้อรัง กล้ามเนื้อเกร็งและบังคับไม่ได้ จุกเสียด หายใจไม่ออก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งสิ่งที่สามารถปฐมพยาบาลพิษของแมงกะพรุนไฟได้เป็นอย่างดี คือ ใบของผักบุ้งทะเล (Ipomoea pes-caprae) ใช้ร่วมกับน้ำส้มสายชูขยี้บริเวณที่ถูกพิษ จะช่วยทุเลาอาการได้ และหากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาจำพวก แอสไพรินได้ ก่อนจะนำส่งสถานพยาบาล  หรือการปฐมพยาบาลแบบง่ายที่สุด คือ ใช้น้ำทะเลราดบริเวณที่ถูกต่อย เพื่อให้เข็มพิษของแมงกะพรุนนั้นหลุดไป จากนั้นจึงใช้น้ำส้มสายชูราดลงไป ก็จะทำลายพิษได้ ห้ามใช้น้ำจืดเด็ดขาด เพราะจะทำให้พิษกระจายตัวและออกมาจากถุงพิษมากขึ้น 
มีสัตว์บางประเภทที่ถูกเรียกว่า แมงกะพรุน เช่นกัน แต่พบอาศัยอยู่ในน้ำจืด คือ แมงกะพรุนน้ำจืด (Craspedacusta spp.) จัดเป็นแมงกะพรุนขนาดเล็ก พบในแหล่งน้ำจืดของสหรัฐอเมริกาและทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นไฮโดรซัว
แมงกะพรุนชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ แมงกะพรุนขนสิงโต (Cyanea capillata) ที่เมื่อแผ่ออกแล้วอาจมีความกว้างได้ถึงเกือบ 3 เมตร และยาวถึง 37 เมตร ปรกติพบในอาร์กติก, มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และมหาสมุทรแปซิฟิคเหนือ





วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

พบดาวคล้ายโลกมากที่สุด Kepler-452b นาซาชี้เป็นดาวโลก 2.0

พบดาวคล้ายโลกมากที่สุด Kepler-452b นาซาชี้เป็นดาวโลก 2.0


พบดาวคล้ายโลกมากที่สุด Kepler-452b

            นาซา ประกาศค้นพบดาว Kepler-452b หรือ Earth 2.0 ดาวเคราะห์คล้ายโลกมากที่สุดจนเสมือนดาวคู่แฝด มีลักษณะเป็นหินเหมือนโลก คาดน่าจะมีน้ำและอาจมีสิ่งมีชีวิต

           วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานการค้นพบครั้งสำคัญและน่าตื่นเต้นทางดาราศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) ที่เปิดเผยว่า ค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลกมากที่สุดจนเปรียบเสมือนดาวคู่แฝด โดยตั้งชื่อว่า ดาวเคราะห์ Kepler-452b และชื่อเล่นให้ด้วยว่า  "Earth 2.0" จากการใช้กล้องเคปเลอร์ (Kepler) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์มีกำลังขยายสูงที่ถูกส่งออกไปค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 

พบดาวคล้ายโลกมากที่สุด Kepler-452b

           รายงานระบุว่า ที่ผ่านมานาซาเคยค้นพบดาวคล้ายโลกอยู่หลายครั้ง แต่ Kepler-452b มีความคล้ายคลึงกับโลกของเรามากที่สุด อยู่ในกลุ่มดาวซิกนัส (Cygnus) หรือกลุ่มดาวหงส์ ดาวเคราะห์ดวงนี้มีลักษณะเป็นหินเหมือนโลก แต่มีอายุมากกว่าโลก ขนาดใหญ่กว่าโลกถึงร้อยละ 60 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,400 ปีแสง นอกจากนี้ยังโคจรอยู่รอบดาวที่มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์และมีระยะการโคจรเท่า ๆ กับโลก คือ 385 วัน ส่วนโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365 วัน
พบดาวคล้ายโลกมากที่สุด Kepler-452b นาซ่าชี้เป็นดาวโลก 2.0
 

           และที่สำคัญนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า บนดาว Kepler-452b น่าจะมีน้ำบนพื้นผิวดาวเคราะห์แบบเดียวกับโลกด้วย ซึ่งนั่นอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้