วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พัฒนาการของการสร้างสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้

พัฒนาการของการสร้างสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้

 ในการสร้างสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ตามกระบวนการเทคโนโลยี อาจต้องมีเรื่องของกลไกและการควบคุม หรือวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อช่วยให้สามารถใช้งานได้ตามความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
   
      สิ่งของเครื่องใช้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอย่างต่อ เนื่อง มีความหลากหลายทั้งรูปทรง สีสัน วัสดุ และประโยชน์ใช้สอยที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น วิวัฒนาการของเตารีดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน จากเดิมที่เป็นเตารีดใช้ความร้อนจากถ่าน ทำด้วยโลหะที่มีน้ำหนักมาก การใช้งานจะต้องเปิดฝาด้านบนเพื่อเติมถ่านที่ติดไฟแล้วลงไป เพื่อให้ความร้อนและในระหว่างการใช้งานต้องยกเตารีดไปถูกับใบตองสดอยู่เสมอ เพื่อทำให้ผิวหน้าของเตารีดลื่นและต้องคอยเติมหรือคีบถ่านเพื่อควบคุม อุณหภูมิของเตารีดไม่ให้ร้อนมากเกินไป จึงเป็นสาเหตุของการใช้งานไม่สะดวก และบางครั้งจะมีขี้เถ้าเลอะเทอะเปื้อนเสื้อผ้าอีกด้วย
ภาพที่ 6.1  เตารีดใช้ถ่านและลักษณะการใช้งาน
     จากเตารีดใช้ถ่าน ต่อมาได้พัฒนาเป็นเตารีดไฟฟ้าที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการสร้างความร้อน ตัวเตารีดทำจากวัสดุแผ่นเหล็กชุบโครเมียม ทำให้มีน้ำหนักเบา และมีปุ่มควบคุมความร้อน สามารถปรับอุณหภูมิที่ต้องการใช้เพื่อให้เหมาะสมกับเส้นใยของเนื้อผ้า
ภาพที่ 6.2  เตารีดไฟฟ้า

     นอกจากนี้ยังมีเตารีดไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาในรูปแบบอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น เตารีดไอน้ำแบบรีดแนวนอน แบบกดทับและแบบรีดแนวตั้ง
     เตารีดไอน้ำแบบรีดแนวนอน เนื่องจากการ รีดผ้าแบบเดิม ต้องพรมน้ำลงบนผ้าก่อนรีด เพื่อเป็นการลดเวลาในการพรมน้ำและทำให้รีดผ้าเรียบได้เร็วขึ้น จึงมีการพัฒนามาเป็นเตารีดไอน้ำที่สามารถพรมน้ำไปพร้อม ๆ กับการรีดผ้า มีระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับตัดไฟอัตโนมัติ และบางชนิดมีระบบควบคุมแรงดันไอน้ำ
ภาพที่ 6.3  เตารีดไอน้ำแบบรีดแนวนอน


     เตารีดไอน้ำแบบกดทับ ด้วยพื้นที่ของผิว หน้าเตารีดที่กว้าง ทำให้มีพื้นที่ในการรีดมากกว่าเตารีดแบบทั่วไป จึงช่วยลดเวลาในการรีดผ้าได้ เตารีดชนิดนี้มีกลไกของคันโยกที่ทำให้เกิดแรงกดทับบนเนื้อผ้าเพื่อให้ผ้า เรียบ มีระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบควบคุมแรงดันของไอน้ำ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ตัดไฟอัตโนมัติ
ภาพที่ 6.4  เตารีดไอน้ำแบบกดทับ

     เตารีดไอน้ำแบบรีดแนวตั้ง เป็นเตารีดที่ใช้ความร้อนจากไอน้ำพ่นใส่ผ้าที่ยับย่นให้คลายตัว มีระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบควบคุมแรงดันของไอน้ำ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ตัดไฟอัตโนมัติ สะดวกต่อการรีดผ้าที่ไม่สามารถถอดรีดในแนวนอนได้ เช่น ผ้าม่านติดราง
ภาพที่ 6.5  เตารีดไอน้ำแบบแนวตั้ง

     จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่ามีการนำระบบไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งกลไกและการควบคุมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเตารีดให้ใช้งานได้สะดวก และมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับสิ่งของเครื่องใช้อื่น ๆ ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด เช่น กระติกน้ำร้อน พัดลม หม้อหุงข้าว โคมไฟ นาฬิกา ฯลฯ

ที่มาของเครื่องคิดเลข

ที่มาของเครื่องคิดเลข

          เครื่องคิดเลข  เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการคำนวณของมนุษย์   ปัจจุบันนี้เวลาทุกวินาทีแสนจะมีค่าเป็นอย่างมาก  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่  "เครื่องคิดเลข"  จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความสามารถในการคำนวณของมนุษย์ได้พัฒนารุดหน้าไปอย่างหน้าอัศจรรย์

 


         เมื่อมนุษย์รู้จักการคิด รู้จักการนับ ก็เริ่มมีความพยายามหาวิธีการ ในการนับของตัวเอง โดยครั้งแรกก็ใช้นิ้วมือช่วยในการนับ เมื่อนิ้วมือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอสำหรับการนับ  ก็พยายามคิดหาอุปกรณ์อย่างอื่น มาแทน โดยเริ่มนับก้อนหิน ก้อนกรวด ปมเชือก เปลือกหอยต่อมาความคิดของมนุษย์ก็มีพัฒนาการขึ้น รู้จักคิดในสิ่งที่ยากและซับซ้อนการนับมากและต่อเนื่องขึ้น  เขาจึงหาวิธีที่จะทำการรวบรวมการนับของเขาไว้ด้วยกัน ก็หาวิธีใหม่โดยการใช้วิธีการจดบันทึกสิ่งของ แรกเริ่มโดยการขีดบนพื้นดิน ต่อมาก็ใช้บันทึกลงบนกระดาษ

 

 ลูกคิด

          ย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่มนุษย์ใช้แค่นิ้วทั้งสิบในการนับคำนวนเลข จนมาถึงยุคที่คนจีนเริ่มคิดประดิษฐ์ ลูกคิด ขึ้นมาช่วย หรือที่ในประเทศญี่ปุ่นเรียกกันว่า โซโรบัง  เป็นเวลานานกว่าร้อยปีกว่าให้หลัง ที่นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์นามว่า John Napier ที่ได้เริ่มคิดค้นการทำเครื่องหมายบนกระดูกหลายๆแท่ง และเริ่มใช้การจัดเรียงตำแหน่งคงที่เพื่อช่วยในการคำนวณ

 

วิธีการคำนวณโดยใช้กระดูกนี้นั้นมีชื่อเรียกว่า Napier’s Bones ตาม ชื่อของผู้คิดค้น และต่อมาได้มีการพัฒนาอีกขั้นหนึ่งเป็น ไม้บรรทัดคำนวณ แต่เครื่องมือเหล่านี้นั้นไม่ได้มีฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนอะไร แต่เขาก็เก่งมากจนสามารถคิดค้นสูตรการหา Logarithm ขึ้นมาได้

  Napier’s Bones

และต่อมา  วิลเลียม ออกเกด (Willium Ougtred)  นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ ได้ผลิต ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule) เพื่อช่วยในการคูณ  ซึ่งนิยมใช้กันมากในงานด้านวิศวกรรมและงานด้านวิทยาศาสตร์ 

 

 Willium Ougtred ผู้ผลิตไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule)

       จนกระทั่งนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ  เบล์ส ปาสคาล (Blaise Pascal)  ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องคิดเลขที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเครื่องคิดเลขที่เราใช้กันทุกวันนี้

         
เนื่องจากเครื่องคิดเลข นั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีขนาดไม่ใหญ่ และยังมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงเหมือนสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่แบบสิ่งประดิษฐ์ ชิ้นใหญ่อื่น ๆ  เช่นเครื่องบิน หรือ คอมพิวเตอร์ จึงได้มีนักประดิษฐ์หลายคนพยายามที่จะประดิษฐ์เครื่องคิดเลขให้สมบูรณ์มาก ยิ่งขึ้น
 
 
 Arithmometer Machine
         จากนั้นหลายร้อยปี วิวัฒนาการก็เดินทางต่อมาเรื่อย ๆ William Seward Burroughs เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือในการคำนวณ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก และยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรในปี 1885 สำหรับ 'Calculating Machine' ซึ่งได้สิทธิบัตรในปี 1888 และได้สร้างระบบการคำนวณสำหรับธนาคารในยุคนั้นขึ้นมาต่อมาหลังจากวิลเลี่ยม เสียชีวิตไปแล้วบริษัทของตระกูลเขาก็ยังคงพัฒนาระบบการคำนวณที่ซับซ้อนมาก ขึ้นเรื่อย ๆ
 
 
 สิทธิบัตร เครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลก ของ Burroughs
 
 
 
    เครื่อง คิดเลข  เป็นเครื่องมือที่ถูกพัฒนามาจนหลายยุค  หลายสมัยแล้ว  การได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่  จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ แม้จะเป็นเพียงแค่ความคิดเล็กน้อยก็ตาม

อาหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น

                 อาหารท้องถิ่นของญี่ปุ่น 

ซูชิ

ซูชิเป็นอาหารที่เป็นที่นิยมทั่วโลก ทั้งนิกิริซูชิหรือข้าวคลุกน้ำส้มสายชูปั้นเป็นก้อนขนาดพอคำหน้าซีฟู้ดสดๆ ตามฤดูกาล ไปจนถึงจิราชิซูชิหรือข้าวพร้อมส่วนผสมต่างๆ ที่เสิร์ฟมาในจาน ซูชิที่ดูสวยงามเป็นประเพณีของญี่ปุ่นที่ดึงดูดผู้คนทั่วโลก

ชินโตมิซูชิ (กินซ่า) (ภาษาอังกฤษ)

 


อุเมะงะโอกะ ซูชิ โนะ "มิโดริ โซฮอนเตน" (ภาษาญี่ปุ่น)

 


โซบะ

โซบะถือเป็นอาหารที่ทานได้ทุกวันมาตั้งแต่กลางสมัยเอโดะ และเป็นรสชาติท้องถิ่นที่สำคัญของโตเกียว และเป็นอาหารเพียงไม่กี่ชนิดที่ผู้คนยอมให้รับประทานเสียงดังได้ เชื่อกันว่าการดูดอากาศไปพร้อมๆ กับการดูดเส้นเข้าปากเป็นการเพิ่มความหอมของกลิ่นเส้นโซบะ


ยูซุย (โจฟุ) (ภาษาญี่ปุ่น)

ริคิวอัน (นิฮมบาชิ) (ภาษาญี่ปุ่น)

 


มอนจายากิ

มอนจายากิทำจากแป้งผสมโรยหน้าด้วยกะหล่ำปลีหั่นฝอยและส่วน ผสมอื่นๆ แล้วปรุงให้สุกบนกระทะแบน ร้านอาหารกว่า 60 แห่งบนถนนซึกิชิมะซึ่งมีร้านมอนจาเรียงรายมีมอนจาให้เลือกมากมายหลายแบบ ตั้งแต่มอนจาซีฟู้ดไปจนถึงมอนจายากิที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ


มุงิฮอนเตน (ซึกิชิมะ) (ภาษาญี่ปุ่น)

คุระ (ซึกิชิมะ) (ภาษาญี่ปุ่น)

 


ฟุกะงะวะเมชิและฟุกะงะวะดง

ฟุกะงะวะเมชิเป็นข้าวที่เสิร์ฟในชามราดด้วยสตูว์มิโสะใส่ หอยอาซาริและต้นกระเทียมญี่ปุ่นหั่น ในตอนแรกอาหารชนิดนี้เป็นอาหารจานด่วนสำหรับชาวประมงที่ง่วนกับการทำงานใน ย่านฟุกะงะวะใกล้ปากแม่น้ำสุมิดะงะวะซึ่งมีการเก็บหอยอาซาริกันมากในสมัยเอ โดะ


ฟุกะงะวะ กะมะโช (คิโยสึมิ-ชิระกะวะ)


โดโจนาเบะ/ยะนะงะวะนาเบะ

โดโจนาเบะเป็นปลาโดโจที่ปรุงรสด้วยซุปวะริชิตะรสโชยุปรุง ให้สุกในหม้อก้นตื้น เสิร์ฟพร้อมต้นกระเทียมหั่นหากต้องการ ส่วนยะนะงะวะนาเบะเป็นปลาโดโจปรุงในหม้อก้นตื้นเช่นเดียวกันแต่ปรุงด้วยราก โกะโบฝานบางๆ และไข่

เรียวโกกุ โดเซฮุ คิเคียวยะ (เรียวโกกุ) (ภาษาญี่ปุ่น)



จังโกะนาเบะ

จังโกะนาเบะทำจากไก่และผักต่างๆ ตามฤดูกาลนำมาปรุงในหม้อ นาเบะชนิดนี้เดิมทีเป็นอาหารที่เตรียมให้นักมวยปล้ำซึ่งแต่ละค่ายก็มีสูตร ของตัวเอง และได้รับความนิยมในหมู่ผู้คนทั่วไปในเวลาต่อมา

อาหารพื้นเมืองชาวเกาะ

ชาวเกาะอิซุและโองะซะวะระนำอาหารทะเลมากมายมาทำอาหารหลาก หลายชนิด ไม่ใช่แค่ซาชิมิแต่ยังนำมาย่างถ่าน นึ่ง และนำมาปรุงกับซุปมิโสะด้วย ชิมะซูชิทำจากปลาที่จับได้ในบริเวณหมู่เกาะและนำไปหมักในโชยุเพื่อเป็นการ ถนอมอาหารในอากาศที่อบอุ่น ขั้นตอนนี้เรียกว่าการทำซึเกะ ข้าวปรุงรสหวานนิดๆ และมีรสชาติเข้มข้น เนื่องจากบนเกาะหาวาซาบิได้ยาก จึงใช้มัสตาร์ดคาราชิหรือพริกโทงะระชิแทน

ชิมะซูชิ (ภาษาอังกฤษ)

อาหารพื้นบ้านรสชาติพื้นเมืองของโตเกียวจากหมู่เกาะโตเกียว (ภาษาอังกฤษ)



อุนางิ (ปลาไหล)

การปรุงปลาไหลคาบายากิในแถบคันโตไม่เหมือนกับในแถบคันไซ สำหรับสไตล์คันโต จะหั่นปลาไหลด้านหลัง แล้วนำไปต้มเปล่าๆ จากนั้นก็นำไปนึ่ง ปรุงรส แล้วนำไปย่างอีกครั้ง มีตำนานว่าเนื่องจากสมัยเอโดะเป็นยุคที่ซามูไรเฟื่องฟู การผ่าปลาไหลด้านท้องถือเป็นโชคร้าย

มนุษย์ต่างดาว

มนุษย์ต่างดาว

 


          มนุษย์ต่างดาว (อังกฤษ: alien) เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอาจมีอยู่จริงแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิต ที่อยู่นอกโลก ซึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ มักจะวาดภาพ มนุษย์ต่างดาว ลักษณะคล้ายคนแต่ ตัวเขียว หัวโต ตาโต เคยมาเยือนโลกโดยมากับ จานบิน สิ่งมีชีวิตนอกโลก (extraterrestrial life) (จากคำภาษาละติน: extra ["เกินกว่า" หรือ "ไม่ใช่ของ"] และ terrestris ["อาศัยอยู่บนโลก, เป็นของโลก"]) ถูกกำหนดให้เป็นชีวิตที่ไม่ได้เกิดจากโลก มันมักจะหมายถึง สิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือเรียกเพียงว่า มนุษย์ต่างดาว (หรือมนุษย์ต่างดาวในอวกาศเพื่อให้แตกต่างจากคำจำกัดความอื่น ๆ ของมนุษย์ต่างภิภพหรือมนุษย์ต่างดาว) รูปแบบชีวิตเหล่านี้ตามสมมติฐานของชีวิตช่วงระยะเริ่มจากสิ่งมีชีวิตจำพวก แบคทีเรียขั้นพื้นฐานเหมือนสิ่งมีชีวิตที่เรียบง่ายไปไกลจนถึงขั้นที่มีความ ซับซ้อนมากขึ้นเกินกว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ความเป็นไปได้ว่ายังอาจจะมีไวรัส (viruses) ที่มีการดำรงชีวิตอยู่แบบสิ่งมีชีวิตนอกโลก (extraterrestrially) ได้รับการเสนอขึ้น  การพัฒนาและการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับชีวิตต่างดาวที่เป็นที่รู้จักกันในนามของวิชาที่เรียกว่า "ชีววิทยานอกโลก" หรือ "ชีวดาราศาสตร์" 
  ("exobiology" or "astrobiology") แม้ว่าวิชาชีวดาราศาสตร์จะยังคงพิจารณาถึงชีวิตที่เกิดขึ้นที่เป็นขั้นพื้น ฐานบนโลกที่ใช้ในบริบททางดาราศาสตร์อยู่ก็ตาม นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่าชีวิตนอกโลกเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงในการดำรงอยู่ของมัน  นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 ได้มีการค้นหาอย่างต่อเนื่องสำหรับสัญญาณของชีวิตนอกโลก, จากวิทยุที่ใช้ในการตรวจจับสัญญาณต่างดาวที่มีความเป็นไปได้, ไปจนถึงกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ในการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบที่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับเป็นสถานที่เอื้ออาศัยสำหรับสภาพชีวิตที่อาจสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ 
  
        นอกจากนี้มันก็ยังมีบทบาทที่สำคัญต่องานเขียนทางด้านเกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์ (science fiction) อีกด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา, ผลงานทางด้านนิยายวิทยาศาสตร์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของฮอลลีวู้ด, ได้ช่วยเพิ่มทวีความสนใจให้มากขึ้นของประชาชนในความเป็นไปได้เกี่ยวกับชีวิต นอกโลก บางส่วนสนับสนุนให้ใช้วิธีการเชิงรุกสำหรับในความพยายามและได้รับการติดต่อ กับสิ่งมีชีวิตจากห้วงอวกาศ, ในขณะที่อีกบางส่วน ยืนยันว่ามันก็อาจจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์เราชาวโลกเราได้สำหรับในการที่จะ กระตือรือร้นเรียกร้องความสนใจจากมนุษย์ต่างดาว ในอดีตที่ผ่านมา, ความขัดแย้งกันระหว่างวัฒนธรรมที่เจริญและคนพื้นเมืองนั้นก็ยังไม่ได้เป็นไป ด้วยดี
 
 

ภูมิหลัง

        สิ่งมีชีวิตเอเลียน เช่น แบคทีเรีย ได้รับการตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่าจะมีอยู่ในระบบสุริยะและตลอดทั่วไปทั้งเอกภพ สมมติฐานนี้ขึ้นอยู่กับขนาดที่กว้างใหญ่ (vast size) และกฎทางกายภาพที่สอดคล้องกันของเอกภพที่สังเกตได้ จากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานในเรื่องนี้ทำโดยนักวิทยาศาสตร์เช่นคาร์ล เซแกน และ สตีเฟน ฮอว์คิง, ก็ได้มีความเห็นพ้องกันว่าไม่น่าที่จะเป็นไปได้สำหรับการที่จะไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ที่อื่นนอกเหนือจากโลก  ข้อโต้แย้งนี้ได้ถูกรวบรวมอยู่ในหลักการพื้นฐานโคเปอร์นิคัส (Copernican principle), ที่ระบุว่าโลกไม่ได้ครอบครองตำแหน่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในจักรวาล, และหลักความธรรมดาสามัญ (mediocrity principle) ซึ่งถือว่าไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับชีวิตบนโลก  คุณสมบัติทางเคมีของชีวิตอาจจะเพิ่งเริ่มเมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่เกิด บิ๊กแบงเมื่อประมาณ 13.8 พันล้านปีที่ผ่านมา, ในช่วงยุคที่เริ่มมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เมื่อจักรวาลมีอายุได้เพียง 10 ถึง 17 ล้านปี ชีวิตอาจจะปรากฏเกิดขึ้นมาได้อย่างเป็นอิสระในสถานที่หลายแห่งทั่วทั้ง จักรวาล หรือมิฉะนั้นชีวิตอาจก่อตัวขึ้นได้อย่างไม่บ่อยครั้งนักแล้วจึงได้แพร่ กระจายออกไปในระหว่างดาวเคราะห์ที่มีความสามารถอยู่อาศัยได้ของดาวเคราะห์ คือ สภาพที่เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ผ่านวิธีการแบบแพนสเพอร์เมีย (panspermia) หรือ เอ็กเซลแเจแนซิส (Exogenesis) ซึ่งมีวิธีการที่มาจากสมมติฐานที่คล้าย ๆ กัน คือ เป็นสมมติฐานที่ว่าชีวิตที่มีอยู่ทั่วทั้งจักรวาลนั้นได้ถูกแพร่กระจัด กระจายไปสู่ห้วงอวกาศและดาวเคราะห์ต่าง ๆ โดยอุกกาบาต, ดาวเคราะห์น้อย, ดาวหาง, และ วัตถุทางดาราศาสตร์ขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์ (planetoids)  ในกรณีใด ๆ โมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์ที่ซับซ้อนที่จำเป็นสำหรับชีวิตอาจจะเกิดขึ้นในจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดของเม็ดฝุ่นคอสมิคที่ล้อมรอบดวงอาทิตย์ก่อนที่จะมีการก่อตัวขึ้นของโลกโดยที่ได้มีการศึกษาโดยแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์  ตามที่ได้อ้างอิงจากการศึกษาถึงสิ่งเหล่านี้, กระบวนการเดียวกันนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้กับดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ที่มีดาวเคราะห์อยู่ในบริเวณโดยรอบ (โปรดดูเพิ่มเติมที่โมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์ต่างดาว (Extraterrestrial organic molecules)) สถานที่แนะนำที่ชีวิตอาจจะได้มีการพัฒนาขึ้น ได้แก่ ดาวเคราะห์เช่น ดาวศุกร์, ดาวอังคาร, ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี,  ดวงจันทร์ไททันและเอนเซลาดัสของดาวเสาร์  ในเดือนพฤษภาคม ปี 2011, นักวิทยาศาสตร์นาซ่ารายงานว่าดวงจันทร์เอนเซลาดัส "เป็นดาวเคราะห์น้องใหม่ที่มีแนวโน้มที่น่าสนใจที่มีสภาพที่เหมาะสมต่อการ เป็นแหล่งที่เอื้ออิงอาศัยอยู่ได้สำหรับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มี ความเป็นไปได้มากที่สุดนอกเหนือจากโลกของเราในระบบสุริยะเท่าที่เรารู้จัก กันดีที่สุดในตอนนี้"

    นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์ได้มุ่งเสนอแนะส่งเสริมต่อแนวความคิดที่ว่า "เขตอาศัยได้" (habitable zone) เป็นอาณาบริเวณที่ที่มีแนวโน้มมากที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตที่อาจจะสามารถพบเจอได้


 
 
 
 

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ประวัติความเป็นมาวันลอยกระทง

 

 

ประวัติความเป็นมาวันลอยกระทง

        วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณโดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายเช่นลอยเคราะห์ บูชาพระพุทธเจ้าแต่ปัจจุบันนิยมทำเพื่อขอขมา และระลึกถึงคุณแม่พระคงคา ที่ได้อำนวยประโยชน์ต่าง ๆ แก่มนุษย์ โดยประเพณีลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยประมาณ ๗๐๐ ปีมาแล้ว ประเพณีลอยกระทงได้เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศ ผู้เป็นพระสนมเอกของพระร่วงเจ้าว่า "ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย..." เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่ง บัดนี้

ลอยกระทงในอดีต

 

 ประเพณีลอยกระทงมีมานานจนสืบประวัติไม่ได้ และไม่มีในคัมภีร์ทางศาสนาเสฐียรโกเศศ
(พระยา อนุมานราชธน) ได้ค้นคว้าที่มาของประเพณีลอยกระทงไทยทุกภาคตลอดจนถึงประเทศใกล้เคียงคือ พม่า กัมพูชา จีน อินเดีย ได้ความว่ามีประเพณีลอยกระทงทุกประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

สรุปเหตุผลของการลอยกระทงในประเทศไทยดังนี้

๑.เพื่อขอขมาแม่คงคาเพราะได้อาศัยน้ำท่านกินและใช้และอีกประการหนึ่งมนุษย์
มักจะทิ้งและถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปในน้ำด้วย

๒.เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานทีซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาทประดิษฐานไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย

๓.เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

๔.เพื่อบูชาพระอุปคุตชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพแก่พระอุปคุตอย่างสูง
ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้

การลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง
ก้านกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษ จุดธูปเทียนปักที่กระทงแล้วอธิษฐานตามที่ตนปรารถนา เสร็จแล้วจึงลอยไปที่แม่น้ำลำคลอง

คำถวายกระทงสำหรับลอยประทีป วันลอยกระทง

มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ นัมมะทายะ

นะทิยา ปุเลเนฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ

อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังฆวัตตะตุ

การลอยกระทงของชาวเหนือและอีสาน

การลอยกระทงของชาวเหนือ (ยี่เป็ง)

 
 
 
 การลอยกระทงของชาวเหนือ นิยมทำกันในเดือนยี่เป็ง (คือเดือนยี่หรือเดือนสอง เร็วกว่าของเรา ๒ เดือน)
เพื่อบูชาพระอุปคุตต์ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเลตรงกับคติ
ของชาวพม่า

การลอยกระทงในภาคอีสาน เรียกว่าเทศกาลไหลเรือไฟ

 

 

 จัด เป็นประเพณียิ่งใหญ่ในจังหวัดนครพนม โดยการนำหยวกกล้วยหรือวัสดุต่าง ๆ มาตกแต่งเป็นรูปพญานาคและรูปอื่น ๆ ตอนกลางคืนจุดไฟปล่อยให้ไหลไปตามลำน้ำโขง ดูสวยงามตระการตา

กิจกรรม วันลอยกระทง

-นำกระทงไปลอยตามแม่น้ำลำคลอง หรือตามแหล่งน้ำที่มีการจัดพิธี
-ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ในวันลอยกระทง เช่น การประกวดกระทง การประกวดนางนพมาศ การละเล่นพื้นเมือง เช่น รำวงเพลงเรือ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทย
-จัดนิทรรศการ หรือพิธีลอยกระทง เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์ประเพณีไทย
-จัดรณรงค์ให้มีการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาทำกระทง เพื่อไม่ให้เกิดมลภาวะแก่แม่น้ำลำคลอง



 การลอยกระทงในปัจจุบันยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้ได้ตามสมควรเมื่อถึงวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงใน

เดือน ๑๒ ชาวบ้านจะจัดเตรียมทำกระทงจากวัสดุที่หาง่ายตามธรรมชาติ เช่น หยวกกล้วย และดอกบัว นำมาประดิษฐ์เป็นกระทงสวยงาม ปักธูปเทียนและดอกไม้ เครื่องสักการบูชา ก่อนทำการลอยในแม่น้ำก็จะอธิษฐานในสิ่งที่มุ่งหวังพร้อมขอขมาต่อพระแม่คงคา ตามคุ้มวัดหรือสถานที่จัดงานหลายแห่ง มีการประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ และมีมหรสพสมโภชในตอนกลางคืน นอกจากนั้นยังมีการจุดดอกไม้ไฟ พลุ ตะไล ซึ่งในการเล่นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วัสดุที่นำมาใช้ทำกระทง ควรเป็นของที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ




ที่มาข้อมูลจาก http://www.tlcthai.com/

สัตว์ประจำชาติอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ


สัตว์ประจำชาติอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ


 

“ประเทศไทย”
                    “ช้าง” เป็น สัตว์ประจำชาติไทย ช้างถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เนื่องจากคนไทยมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับช้างมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ครั้งหนึ่งบนธงชาติไทยก็เคยมีรูปช้างปรากฎอยู่บนผืนธงสีแดง กระทั่งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2541 คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติเห็นชอบประกาศให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์ช้างไทย เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญและการดำรงอยู่ของช้างไทย





“เมียนมาร์”

       “เสือ” เป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศเมียนมาร์ ลักษณะของเสือสามารถบ่งบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศเมียนมาร์




  “อินโดนีเซีย”

                     “มังกรโคโมโด” เป็น สัตว์ประจำชาติอินโดนีเซีย มังกรโคโมโดเป็นสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่า (มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก) มังกรโคโมโดถือเป็นสัตว์เลื้อยคลานใกล้สูญพันธุ์ สามารถพบได้เฉพาะบนเกาะโคโมโด (Komodo Island) ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ เนื่องจากเป็นเกาะภูเขาไฟกลางทะเล


 “ฟิลิปปินส์”

                    “กระบือ” เป็น สัตว์ประจำชาติฟิลิปปินส์ กระบือในภาษาตากาล็อกเรียกว่า คาราบาว สำหรับในประเทศฟิลิปปินส์เลี้ยงกระบือเพื่อใช้แรงงานในไร่นา หรือใช้สำหรับการชักลากซุงออกจากป่า โดยลักษณะนิสัยพฤติกรรมของกระบือนั้น เมื่อว่างเว้นจากการถูกใช้งานมักจะชอบนอนแช่น้ำหรือแช่ปลักโคลนเพื่อเป็นการ ผ่อนคลายความร้อนของร่างกาย




 
“มาเลเซีย”

                    “เสือมลายู” เป็น สัตว์ประจำชาติมาเลเซีย เสือมลายูมีถิ่นฐานอยู่ทางตอนกลางและตอนใต้ของคาบสมุทรมลายู โดยจะเห็นสัญลักษณ์ของเสือมลายูได้จากบนตราแผ่นดินของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นการแสดงถึงพละกำลังและความกล้าหาญของชาวมาเลเซีย อีกทั้งยังใช้เป็นชื่อเล่นของฟุตบอลทีมชาติมาเลเซียอีกด้วย



“กัมพูชา”

                   “กูปรี” หรือ “โคไพร” เป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศกัมพูชา (เจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชาทรงประกาศให้กูปรีเป็นสัตว์ประจำชาติของกัมพูชา) กูปรีเป็นสัตว์จำพวกกระทิงและวัวป่า มักอยู่รวมเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่งอาจมากถึง 20 ตัว กูปรีจัดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พบเห็นได้ยากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก พบได้ทางเหนือของประเทศกัมพูชา ทางใต้ของลาว ทางตะวันตกของเวียดนาม และทางตะวันออกของไทย ปัจจุบันไม่มีการรายงานการพบมานานแล้ว เชื่อว่าอาจจะยังพอมีหลงเหลืออยู่ในชายแดนไทยกับกัมพูชาแถบจังหวัดศรีสะเกษ ราวปี พ.ศ. 2507 มักจะมีข่าวว่าพบสัตว์ลักษณะคล้ายกูปรีอยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือพอ นอกจากคำเล่าลือเท่านั้น



  “สิงคโปร์”

                   “สิงโต” เป็น สัตว์ประจำชาติของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อประเทศ มาจากคำว่า สิงหปุระ (Singapura) เป็นภาษาสันสกฤต หมายถึงเมืองแห่งสิงโต ตามตำนานเล่าขานเจ้าผู้ครองนครแห่งปาเล็มบัง ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย ได้ออกเดินทางแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมือง แต่เรือก็อับปางลง พระองค์ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แล้วก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีรูปร่างลำตัวสีแดงหัวดำหัวคล้ายสิงโตหน้าอกขาว พระองค์จึงถามคนติดตามว่า สัตว์ตัวนั้นคืออะไรคนติดตามก็ตอบว่ามันคือสิงโต พระองค์จึงเปลี่ยนชื่อเกาะแห่งนั้นเสียใหม่ว่า สิงหปุระ ซึ่งจริงๆ แล้วสัตว์ชนิดนั้นอาจเป็นเสือ เพราะไม่มีหลักฐานว่ามีการพบสิงโตบนเกาะมาก่อน แต่ประเทศสิงคโปร์และสิงโตก็มีความเกี่ยวข้องกันนับจากนั้นเป็นต้นมา
       ปัจจุบัน บนตราแผ่นดินสิงคโปร์ มีสิงโตปรากฏอยู่เคียงคู่กับเสือโคร่ง โดยสิงโตด้านขวานั้นแทนประเทศสิงคโปร์ ส่วนเสือโคร่งด้านซ้ายนั้นแทนประเทศมาเลเซียแสดงถึงความสัมพันธ์ทางประวัติ ศาสตร์ของเกาะสิงคโปร์กับมาเลเซีย โดยสิงโตนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนความกล้าหาญ พละกำลังและความดีเลิศ

“ลาว”
                 “ช้าง” เป็น สัตว์ประจำชาติประเทศลาว ช้างถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่มีความผูกพันกับชาวลาวเป็นอย่างยิ่ง ในอดีตลาวได้รับการเรียกขานว่าเป็นเมืองล้านช้าง แต่ปัจจุบันประชากรช้างในลาวอยู่ในภาวะวิกฤต รัฐบาลลาวจึงได้ฟื้นฟูและอนุรักษ์ช้างลาวไว้ โดยการจัดงานบุญช้างขึ้นเป็นประจำทุกปี


 
   “บรูไน”

                    “เสือโคร่ง” เป็น สัตว์ประจำชาติบรูไน เสือโคร่งหรือเสือลายพาดกลอน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จัดเป็นสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris ในวงศ์ Felidae จัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์นี้ และเป็นเสือสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดด้วย (ขณะที่บางข้อมูลว่า บรูไน ไม่มีสัตว์ประจำชาติ)


 

  “เวียดนาม”

   
“กระบือ” หรือควาย เป็นสัตว์ประจำชาติประเทศเวียดนาม สามารถพบเห็นได้ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม



 แหล่งที่มา : Copyright © 2011-2012, Aerobics Gym. All Rights Reserved.