วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

ปลาฉลาม แปลกหายาก

ปลาฉลาม แปลกหายาก


ฉลามกอบลิน


  • ฉลามกอบลิน(goblin shark) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitsukurina owstoni
  • ฉลามกอบลิน เป็น ปลาน้ำลึก อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเล ในบริเวณที่มีความลึกตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป ตัวอย่างที่เคยจับได้ลึกที่สุดจับได้ที่ความลึก 1,300 เมตร
  • ฉลามกอบลิน สามารถพบได้ทั่วไปในน้ำลึกที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง พบได้ทั่วตั้งแต่ออสเตรเลีย ไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก แต่แหล่งที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ บริเวณน้ำลึกโดยรอบประเทศญี่ปุ่น(โดยเป็นสถานที่แรกที่ค้นพบพวกมัน)
  • พวกมันมีลักษณะร่างกายที่เด่นชัดคือ มีสีผิวชมพูอมเทาอันเป็นผลมาจากผิวที่ค่อนข้างกึ่งใสทำให้ห็นเส้นเลือด(ทั่ว ไปไม่ค่อยมีฉลามผิวสีชมพู) มีปลายจมูกยื่นยาว สามารถพุ่งขากรรไกรยื่นยาวออกจากปากได้ ครีบหางยาวไม่เป็นแฉก
  • ฉลามกอบลิน กินอาหารได้หลากหลาย ทั้งปลาน้ำลึก ปลาหมึก ปู
  • ส่วนเรื่องการสืบพันธุ์ของพวกมันนั้นแทบจะมีข้อมูลเลย แต่ถ้าเทียบเคียงกับสัตว์ในอันดับ(order) Lamniformes คาดว่าพวกมันจะปฏิสนธิไข่ในท้องแม่ปลา โดยตัวอ่อนจะค่อยๆพัฒนาการอยู่ไข่ จนฟักตัวในท้องแม่ถึงจะคลอดออกมา(ovoviviparous)
  • ฉลามกอบลินสามารถยาวได้ถึง 3.3 เมตร หนักได้ถึง 159 กิโลกรัม(โดย 25%ของน้ำหนักตัวของปลานั้นเป็น ตับ ที่ใช้ในการช่วยการลอยตัว เนื่องจากพวกมันไม่มีถุงลม(swim bladder หรือที่เรารู้จักกันในชื่อกระเพาะปลา))
  • ฉลามกอบลิน ออกล่าเหยื่อโดยใช้อวัยวะรับกระแสไฟฟ้าที่เรียกว่า electro-sensitive organs ที่อยู่บริเวณปลายจมูก และรอบปาก เนื่องจากในบริเวณที่มันอยู่อาศัยไม่มีแสงอาทิตย์ประสาทสัมผัสส่วนการมอง เห็นจึงไม่มีประโยชน์ ทันทีที่มันพบเหยื่อในระยะมันจะยื่นขากรรไกรออกไปงับเหยื่อ ขณะเดียวกันจะใช้กล้ามเนื้อที่ลักษณะคล้ายลิ้นดูดเหยื่อมายังฟันหน้า
  • พวกมันมักจะถูกจับได้ด้วยอวนน้ำลึก ขากรรไกรของพวกมันมีความต้องการสูงในตลาดทำให้มีราคาสูงถึง 1,500-4,000เหรียญสหรัฐ(45,000 - 120,000บาท)





ปลาฉลามฟันเลื่อย

 (อังกฤษ: Sawshark, Sawfish, อันดับ: Pristiophoriformes) เป็นอันดับของปลากระดูกอ่อนอันดับหนึ่ง ในชั้นย่อยปลาฉลาม ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pristiophoriformes
มีรูปร่างทั่วไปคล้ายกับปลาฉนาก (Pristiformes) ซึ่งเป็นปลากระดูกอ่อนเช่นเดียวกัน หากแต่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นย่อยปลากระเบน (Batoidea) คือ มีจุดเด่น มีอวัยวะที่ยื่นออกมาเป็นกระดูกแข็งจากส่วนหน้าที่มีลักษณะแบนราบแต่มีหนาม แหลมอยู่ข้าง ๆ เป็นซี่ ๆ คล้ายฟันเลื่อยหรือกระบองแข็ง แต่ต่างจากปลาฉนากตรงที่มีหนวดยาวอยู่ 2 เส้นอยู่ด้วย และมีซี่กรองเหงือกอยู่หลังตาเหมือนปลาในชั้นย่อยปลาฉลาม
มีครีบหลัง 2 ครีบ และครีบก้น แบ่งออกได้เป็น 2 สกุล คือ Pliotrema ซึ่งมีซี่กรองเหงือก 6 ช่อง กับ Pristiophorus มีซี่กรองเหงือก 5 ช่อง เหมือนเช่นปลาฉลามทั่วไป มีความเต็มที่ประมาณ 170 เซนติเมตร
ปลา ฉลามฟันเลื่อย พบกระจายพันธุ์อยู่ตามพื้นทะเล ในเขตของทะเลญี่ปุ่น, แอฟริกาใต้จนถึงแอฟริกาใต้ มีพฤติกรรมความเป็นอยู่ ทั่วไปคล้ายกับปลาฉนาก โดยหากินสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ ตามหน้าดินและปลาต่าง ๆ เป็นอาหาร ออกลูกเป็นตัว อยู่ในความลึกตั้งแต่ 40 เมตรจนถึงลึกกว่านั้น



ปลาฉลามประดับพู่

  • ข้อมูลของฉลามพู่นั้นมีอยู่น้อยมากเนื่องจากพวกมันเป็น ปลาน้ำลึก ซึ่งจะพบเห็นพวกมันในน้ำตื้นได้น้อยมาก
  • ปลา ฉลามประดับพู่(Frilled Shark ในบ้านเราเรียกว่า ฉลามครุย แต่ผมว่ามันเหมือนมีพู่ติดอยู่บ้างเหงือกมากกว่าก็ขอเรียกว่า ฉลามประดับพู่แล้วกันครับ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chlamydoselachus anguineus โดยคำว่า anguineus มาจากภาษาลาตินที่มีความหมายว่า เหมือนงู(snakelike)
  • พวกมันเป็น 1 ในสายพันธุ์ฉลามโบราณ ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
  • ฉลาม ประดับพู่ มีรูปร่างลักษณะที่แปลกประหลาดอย่างมาก โดยมีร่างกายคล้ายปลาไหลคดงอ ตัวมีสีน้ำตาลเข้มหรือเทา โดยมีหัวมีลักษณะคล้ายกิ้งก่า มีจมูกป้านตัด มีปากขนาดใหญ่ที่ภายในมีพันเรียงเป็นแถวตอนลึกประมาณ 30 ซี่โดยฟันแต่ละซี่มีลักษณะเป็นสามง่ามเล็กๆจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่เป็นตะขอนับพันเพื่อใช้เกี่ยวเหยื่อ
  • ลักษณะ เด่นอีกอย่างของพวกมันคือ มีแถบเหงือกอยู่ข้างละ 6 ริ้ว โดยเหงือกแต่ละแถบจะปรากฏเป็นพู่ฝอ ยยื่นโผล่ออกมาอย่างชัดเจนโดยเฉพาะเหงือกแถบหน้าสุดจะมีพู่ยื่นใหญ่กว่า เหงือกแถบอื่นๆจนเหมือนมีพู่คล้องไว้รอบคอ และเหงือกแต่ละริ้วก็มีลักษณะลึกเข้าไปในลำคอมากจนเหมือนพวกมันถูกแล่ด้วย มีดจนคอเกือบขาด(แต่ก็เป็นลักษณะตามธรรมชาติของพวกมัน)
  • ไม่ เคยมีใครเคยเห็นทักษะในการล่าเหยื่อของพวกมัน แต่คาดว่าจะใช้การพุ่งโจมตีอย่างรวดเร็วเหมือนงู โดยซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน โดยจากการวิเคราะห์เศษอาหารที่อยู่ในกระเพาะพวกมันพบว่า 61% ของอาหารที่พบเป็นกลุ่มปลาหมึก ทำให้สามารถอธิบายได้ถึงลักษณะฟันของพวกมันที่เหมือนส้อมแหลมที่เหมาะในการ เจาะเข้าฝังในเนื้อนุ่มๆ ลื่นของปลาหมึกเพื่อป้องกันการลื่นหลุด


ฉลาม บาสกิ้น(Basking shark) อาจจะเคยได้ยินชื่อปลาฉลามชนิดนี้มาบ้างในบทความ กล็อบเตอร์ ก้อนเนื้อลึกลับจากท้องทะเล วันนี้มารู้จักฉลามบาสกิ้นกันให้ลึกขึ้น

  • ปลาฉลามบาสกิ้น(basking shark การที่พวกมันถูกเรียกว่าฉลามบาสกิ้น เนื่องมาจากการที่มันจะพบเห็นมันหาอาหารบริเวณใกล้ผิวน้ำเนื่องจากพวกมัน ว่ายน้ำเชื่องช้า ทำให้เห็นเหมือนพวกมันกำลังนอนอาบแดด) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cetorhinus maximus โดยคำว่า Cetorhinus มาจากคำว่า Ketos ซึ่งมีความหมายว่า สัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล หรือวาฬ(marine monster or Wale) และคำว่า rhinos ที่มีความหมายว่า จมูก ส่วนคำว่า maximus มาจากภาษาลาติน มีความหมายว่า ใหญ่ยักษ์
  • ฉลามบาสกิ้นเป็นปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอันดับที่ 2 เป็นรองก็เพียงแต่ฉลามวาฬ(Whale shark)เท่านั้น โดยเฉลี่ยฉลามบาสกิ้นมีความยาวประมาณ 6 - 8 เมตร น้ำหนักประมาณ 5.2 ตัน โดยฉลามบาสกิ้นตัวใหญ่ที่สุดที่จับได้ที่แคนนาดาในปี 1851 มีความยาวถึง 12.27 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 19 ตัน
  • พวกมันสามารถพบได้ในทุกมหาสมุทร ในบริเวณที่มีน้ำอุ่นอุณหภูมิตั้งแต่ 8 - 14.5 องศาเซลเซียส และแพลงตอนหนาแน่น ในบริเวณผิวน้ำหรือบางครั้งอาจพบได้ที่ความลึกถึง 910 เมตร อาจจะปรากฏตัวลำพังตัวเดียว หรือเป็นเป็นฝูงเล็กๆ ในฤดูผสมพันธุ์ที่อ่าว Fundy โดยจะว่ายวนเป็นวงกลม
  • ถึงขนาดจะใหญ่โตแต่พวกมันก็ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากพวกมันกินแพลงตอน และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
  • พวกมันเคลื่อนไหวเชื่องช้า เวลาหาอาหารก็จะอ้าปากขนาดใหญ่ให้น้ำไหลผ่านเหงือกที่จะทำหน้าที่กรองอาหาร
  • ฉลามบาสกิ้น โดยทั่วไปจะมีร่างกายสีเทาออกน้ำตาล มีปลายจมูกเป็นรูปกรวย มีปากขนาดใหญ่ มีเหงือกสีดำมีลักษณะเป็นซี่คล้ายขนแข็งขนาดใหญ่ที่พัฒนามาเป็นอย่างดี สำหรับกรองอาหาร มีริ้วเหงือกภายนอกตั้งแต่ส่วนบนหัวถึงด้านล่างหัว
  • ฉลามบาสกิ้น มีฟันนขนาดเล็กรูปกรวยโค้งเข้าด้านในปากเหมือนกันทั้งด้านบน และล่างจำนวนมากโดยแต่ละแถวจะมีฟันจิ๋วๆนี้มากถึง หนึ่งพันซี่
  • พวกมันถูกล่าเพื่อการพาณิชย์มามาตั้งแต่อดีต เพื่อนำไปทำอาหารของทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ครีบนำไปทำหูฉลาม และน้ำมันตับปลา(Shark liver oil พบน้ำมันตับปลามากถึง 25%ของน้ำหนักตัว) จนปัจจุบันลดจำนวนลงอย่างมากจนในบางพื้นที่ไม่สามารถพบเห็นพวกมันแล้ว


ฉลามเมก้าเม้าท์ เป็น 1 ในสายพันธุ์ปลาหายาก พวกมันเป็นปลาฉลามน้ำลึก ที่มีการค้นพบตั้งแต่ช่วงปี 1976 มีการพบเห็นน้อยครั้งมาก

  • ฉลามเมก้าเม้าท์(megamouth shark ฉลามปากอภิมหาใหญ่) พวกมันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Megachasma pelagios
  • มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวของพวกมันได้ 3 ครั้ง ทำให้ทราบว่าพวกมันจะว่ายน้ำไปพร้อมๆกับการอ้าปากขนาดใหญ่เพื่อให้น้ำไหล ผ่าน เพื่อกรองแพลงตอน และแมงกะพรุนจากน้ำทะเล กินเป็นอาหาร
  • ฉลามเมก้าเม้าส์ มีลักษณะ คือ มีหัวขนาดใหญ่ ริมฝีปากหนา มีร่างกายสีน้ำตาลเข้มด้านบน และสีขาวด้านล่าง มีริ้วเหงือกที่ใช้กรองอาหาร พวกมันว่ายน้ำได้ช้า มีเนื้ออ่อนนุ่ม
  • ฉลามเมก้าเม้าท์ สามารถยาวได้ถึง 5.5 เมตร โดยทั่วไปตัวผู้ยาว 4 เมตร และตัวเมียยาว 5 เมตร มีน้ำหนักได้ถึง 1,215(ตามที่มีรายงาน)
  • ฉลามเมก้าเม้าท์สามารถอ้าปากได้กว้างถึง 1.3 เมตร ภายในมีพันเล็กๆจำนวนมาก บริเวณรอบๆปากจะแถบที่สามารถเรืองแสงได้(luminous photophores) เพื่อใช้ล่อเหยื่อ
  • โดยในปี 1990 สามารถจับฉลามเมก้าเม้าท์เพศผู้ความยาว 4.9 เมตร ได้ที่ Dana Point ในแคลิฟอร์เนีย และได้มีการติดแถบติดติดตามตัวด้วยสัญญาณวิทยุ แถบนี้ทำให้ทราบว่าในตอนกลางวันพวกมันจะท่องอยู่ในความลึก 120-160 เมตร แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดินพวกมันจะขึ้นมาอยู่ในระดับความลึกเพียง 12-25 เมตร จากการติดตามเป็นเวลา 2 วัน 2 คืน ทำให้ทราบว่าพวกมันเคลื่อนไหวช้ามากโดยมีความเร็วเฉลี่ยเพียง 1.5-2.1 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น


  • ฉลามกรีนแลนด์(Greenland shark) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Somniosus microcephalus
  • พวกมันมีถิ่นที่อยู่อาศัยในทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก บริวเวณ กรีนแลนด์(Greenland) และไอซ์(Iceland) ทำให้พวกมันเป็นฉลามที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยขึ้นไปทางเหนือไกลกว่า ฉลาม สายพันธุ์ใด พวกมันอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีน้ำเย็นตั้งแต่ -0.6 ถึง 10 องศาเซลเซียส และมีการพบพวกมันในระดับความลึกถึง 2,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลโดยยานดำน้ำ
  • ฉลามกรีนแลนด์ มีขนาดร่างกายใกล้เคียงฉลามขาวยักษ์ โดยฉลามกรีนแลนด์สามารถยาวได้ถึง 6.4 เมตร หนักได้ถึง 1 ตัน และเป็นไปได้ที่ฉลามกรีนแลนด์จะยาวได้ถึง 7.3 เมตร และหนักว่า 1.4 ตัน อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปจะพบฉลามกรีนแลนด์ยาวประมาณ 3-4.8 เมตร หนักประมาณ 400 กิโลกรัมขึ้นไป คาดว่าพวกมันอาจจะมีอายุยืนถึง 200 ปี
  • ฉลามกรีนแลนด์จัดเป็นนักล่าในกลุ่ม เอเป็กพรีเดเตอร์(Apex predator นักล่าที่อยู่สูงสุดในห่วงโซ่อาหาร คือ ไม่มีสัตว์อื่นใดล่ามันเป็นอาหารตามธรรมชาติ แต่พวกมันโชคร้ายที่เจอมนุษย์) พวกมันกินปลา ไล่ไปถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเช่น แมวน้ำ พวกมันอาจจะมีชื่อเสียงน่ากลัวจากการที่นานครั้งจะมีการพบซาก หมีขั้วโลก กวางกวางเรนเดียร์ กวางคารีบูในท้องของพวกมัน แต่คาดว่ามันจะกินซากสัตว์ที่ตายแล้วมากกว่าการที่มันจะออกไล่ล่า หมีขั้วโลก และกวางเป็นอาหาร
  • มีหลักฐานว่าฉลามกรีนแลนด์ในแคนนาดา และบริเวณปากแม่น้ำอาร์ติก จะซุ่มรอเพื่อล่า กวางคารีบู แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าพฤติกรรมที่นานๆพบนี้เป็นพฤติกรรมปกติของ พวกมัน
  • พวกมันไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์ อาจจะมีแค่เรื่องเล่าว่าพวกมันโจมตีเรือแคนูของชาวเอสกิโม
  • อีกเรื่องประหลาดของพวกมันก็คือ เรื่องเพื่อนซี้คิดไม่ซื่อของพวกมัน ที่เป็นปรสิตที่มีชื่อว่า Copepod Ommatokoita Elongata ที่ใช้ดวงตาของมันเป็นบ้าน และใช้เนื้อเยื่อกระจกตา(Corneal tissue)ของพวกมันเป็นอาหาร ปรสิตพวกนี้ความความยาวถึง 5 เซ็นติเมตร ที่จะฝังส่วนท้ายเข้าไปในดวงตาของฉลามกรีนแลนด์ โดยที่ฉลามกรีนแลนด์เกือบทุกตัวจะมีปรสิตอาศัยอยู่ในตาอย่างน้อย 1 ข้าง
  • การติดปรสิตพวกนี้ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ฉลามกรีนแลนด์ตาบอดได้ทีเดียว และมีจำนวนมากที่ตาบอดทั้งสองข้างแต่เนื่องจากฉลามกรีนแลนด์อาศัยอยู่ในน้ำ ลึกที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงการที่พวกมันตาบอกก็ไม่มีผลกระทบอะไรมากนักกับ พวกมันเนื่องจากพวกมันก็ไม่ค่อยใช้ประสาทการมองเห็นในการล่าอยู่แล้ว
  • แต่ปรสิตพวกนี้ก็ไม่ได้อาศัยอยู่กับฉลามกรีนแลนด์ในลักษณะกาฝากฝ่าย เดียว เนื่องจากพวกมันเป็นปรสิตที่สามารถเรืองแสงได้ แสงที่เรืองออกมาจะล่าปลามาให้ฉลามกรีนแลนด์กินอีกทอดหนึ่ง
  • เนื้อของฉลามกรีนแลนด์นั้นมีพิษจาก กรดยูริค(Uric acid) และ trimethylamine oxide แต่ชาวไอซ์แลนด์ก็มีวิธีปรุงเนื้อฉลามกรีนแลนด์เป็นเมนูพิศดาร ที่เรียกว่า ฉลามเน่า(Hákarl หรือ kæstur hákarl) ที่ได้ชื่อว่าเป็น อาหารที่เหม็นที่สุดในโลก
  • ฉลามกรีนแลนด์ ถูกชาวไอซ์แลนด์ล่ามาเป็นเวลานับร้อยปีๆ เพื่อนำเนื้อมาทำอาหาร นำหนังมาทำของเท้า และนำฟันมาทำเครื่องมือ

มี รูปร่างที่แปลกตาแตกต่างไปจากปลาฉลามในวงศ์หรือสกุลอื่น ๆ คือ มีส่วนหัวที่แบนราบและแผ่ออกข้างคล้ายปีกหรือแลดูคล้ายค้อนทั้งสองข้าง โดยมีดวงตาอยู่สุดปลายทั้งสอง ปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีไว้เพื่ออะไร แต่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า ช่วยให้การหาว่ายน้ำที่ช่วยส่งแรงยกตัวขึ้นหน้าด้าน ทำให้พุ่งตัวขึ้นในแนวดิ่งได้ดีขึ้น อีกทั้งยังใช้เป็นประสาทสัมผัสรับรู้และช่วยลดแรงต้านน้ำให้เหลือน้อยลงใน การไล่งับอาหาร และในเวลาเอี้ยวหัวในเวลาว่ายน้ำ ซึ่งจากตำแหน่งของตาที่อยู่สุดปลายปีกสองข้างนั้น ทำให้ปลาฉลามหัวค้อนมีประสาทสายตาดีกว่าปลาฉลามจำพวกอื่น ๆ โดยสามารถมองเห็นภาพในมุมกว้างได้มากกว่าและสามารถทำให้มองเห็นเป็นภาพ 3 มิติ และยังสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าแบบอ่อน ๆ เพื่อจับหาที่อยู่ของอาหารได้ด้วย ไม่ว่าจะอยู่กลางทะเลหรือซ่อนอยู่บริเวณหน้าดินก็ตาม แต่ทว่าก็มีข้อเสียคือ ไม่สามารถที่จะเห็นภาพหรือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในระยะใกล้ได้[1]มีสีลำตัวเป็นสีเทาอมน้ำตาลหรือสีเทาอมดำ หรือจนเกือบดำในบางชนิด ใต้ท้องเป็นสีขาวมีปากเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวอยู่ด้านล่างส่วนหัว


พฤติกรรม

ปลา ฉลามหัวค้อน มีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงประมาณ 10-20 ตัว พบกระจายพันธุ์อยู่ในทะเลแถบอบอุ่นทั่วทุกมุมโลก เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว มีขนาดลำตัวตั้งแต่ไม่เกิน 1.5 เมตรจนถึง 6 เมตร ชอบกินอาหารจำพวก ปลากระดูกแข็งขนาดเล็กกว่า รวมถึงปลากระเบนซึ่งเป็นปลากระดูกอ่อนเหมือนกันด้วย นอกจากนี้ยังชอบกิน หมึก, กุ้ง, ปู และหอย รวมทั้งอาจล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วย นมในทะเลขนาดใหญ่ เช่น โลมาหรือแมวน้ำ ได้ด้วยในบางชนิด โดยมักว่ายหากินตั้งแต่แนวปะการังไปจนถึงใต้ท้องทะเลลึกกว่า 275 เมตร ชอบว่ายน้ำโดยไม่หยุดไปมาตลอด ซึ่งสามารถว่ายน้ำได้ระยะไกล ๆ ในวันหนึ่ง ๆ โดยมีความเร็วในการว่ายประมาณ 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีอายุขัยโดยเฉลี่ย 25 ปี
ปลา ฉลามหัวค้อนจะออกลูกเป็นตัว ตกคราวละ 4-37 ตัว โดยการผสมพันธุ์จะเกิดก่อนที่ตัวเมียจะตกไข่นานถึง 2 เดือน ปลาตัวเมียจะเก็บน้ำเชื้อของตัวผู้ไว้ในต่อมสร้างเปลือกไข่ ซึ่งไข่จะเจริญมาจากรังไข่ข้างขวาซึ่งจะทำหน้าที่เพียงข้างเดียว ตัวอ่อนในมดลูกจะได้รับอาหารและออกซิเจนจากถุงไข่แดงและพู่เหงือก ซึ่งจะหายไปเมื่อโตขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

ปลากระโทงร่ม

ปลากระโทงร่ม

ปลากระโทงร่ม หรือ ปลากระโทงแทงกล้วย (อังกฤษ: Sailfish, Banana sailfish, Atlantic sailfish, Indo-Pacific sailfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Istiophorus platypterus)

    เป็นปลากระโทงที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง และจัดเป็นเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Istiophorus
มีรูปร่างยาวเรียว ลำตัวแบนข้าง ส่วนของสันหลังมีกล้ามเนื้อหนา หัวค่อนข้างโต ปากกว้าง จะงอยปากเรียวยาวและแหลม มีครีบกระโดงหลังสูงใหญ่เวลาแผ่กว้างจะมีลักษณะคล้ายใบเรือ ซึ่งใหญ่กว่าปลากระโทงชนิดอื่น ๆ ครีบอกมีขนาดเล็ก ครีบท้องเรียวยาวเหมือนแถบริบบิ้น ครีบก้นแยกเป็นสองอันเล็ก ๆ อันที่สองอยู่ตรงข้ามครีบหลังซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน สีของลำตัวด้านหลังเป็นสีน้ำเงินเข้มปนดำข้างตัวสีน้ำเงินอ่อนกว่าด้านหลัง ท้องสีขาวเงินมีลายเป็นเส้นประพาดจากด้านหลังลงไปถึงท้อง ครีบทุกครีบมีสีดำมีความยาวได้ถึง 3.5 เมตร น้ำหนักตัวประมาณ 100-125 กิโลกรัม

   กระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในทะเลเปิดของมหาสมุทรต่าง ๆ ทั้ง มหาสมุทรแปซิฟิก, มหาสมุทรแอตแลนติก, มหาสมุทรอินเดีย ในน่านน้ำไทยพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เป็นปลาที่มีความปราดเปรียวว่องไวมาก โดยสามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากเป็นปลาที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมาก ข้อต่อของกระดูกและครีบต่าง ๆ ที่ช่วยในการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี มีการอพยพย้ายถิ่นไปตามกระแสน้ำ

   ลูกปลาวัยอ่อนเมื่อฟักออกมาจากไข่มีขนาดเพียง 3 มิลลิเมตรเท่านั้น และจะมีขนาดเหมือนตัวเต็มวัยเมื่อมีความยาวได้ 20 เซนติเมตร ปลาวัยอ่อนจะอาศัยหากินตามผิวน้ำที่ไม่ไกลจากฝั่งมากนัก และบางครั้งอาจเข้าไปหากินใกล้ชายฝั่งหรือใกล้กับเกาะ โดยใช้จะงอยปากที่แหลมยาวและครีบหลังที่ใหญ่ไล่ต้อน ซึ่งอาหารที่ชื่นชอบ คือ ปลาขนาดเล็กและหมึก

ปลากระโทงร่ม เป็นปลาที่เป็นทื่นิยมอย่างมากในการตกเป็นเกมกีฬา ด้วยเป็นปลาที่สู้กับเบ็ดและต้องใช้พละกำลังและเวลาอย่างมากในการตก

 









อัลปากา

  



อัลปากา (สเปน: alpaca) หรือ อูฐแกะ (ตัวเต็ม: 羊駝; ตัวย่อ:羊驼; พินอิน: yáng tuó "หยาง ถัว") หรือ แกะคอยาว  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vicugna pacos เป็นสัตว์เลี้ยงในวงศ์อูฐ (camelid) ในทวีปอเมริกาใต้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวยามา อัลปากาเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง พบได้ในที่สูงบริเวณแถบเทือกเขาแอนดีส ทางตอนใต้ของประเทศเปรู ตอนเหนือของประเทศโบลิเวีย ประเทศเอกวาดอร์ และตอนเหนือของประเทศชิลี โดยจะอยู่บริเวณที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 3,500 เมตร (11,000 ฟุต) ถึง 5,000 เมตร (16,000 ฟุต)

ลักษณะ

อัลปากามีลักษณะคล้ายตัวยามา แต่จะแตกต่างกันตรงที่ไม่ได้นำมาใช้งานขนของ แต่จะถูกเลี้ยงเพื่อนำขนมา ทำเป็นเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ขนอัลปากานำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว หมวก ถุงมือ ผ้าพันคอ และเครื่องนุ่งห่มประเภทต่าง ๆ โดยขนของอัลปากาตามธรรมชาติมีหลายสี โดยในเปรูมีการจำแนกสีขนออกเป็น 52 สี ขณะที่ทางออสเตรเลียจำแนกไว้ 12 สี และสหรัฐอเมริกาจำแนกเป็น 16 สี

พฤติกรรม

อัลปากามีเสียงร้องหลายเสียง มักร้องเสียงแหลมสูงเมื่อตกอยู่ในภัยอันตราย หมาหรือแมวที่แปลกหน้าอาจทำให้อัลปากานึกว่าตนตกอยู่ในภัยอันตรายได้ มักทำเสียงดูดเพดานอ่อนหรืออาจทำเสียงในโพรงจมูกเมื่อแสดงความเป็นมิตร
อัลปากามักฮัมเป็นเพลงสั้น ๆ เมื่ออยากแสดงให้อัลปากาตัวอื่นรู้ว่าตนอยู่ใกล้หรือกำลังมีความสุข โดยมีเสียงฮัมที่แตกต่างกันไปในแต่ละตัว
มักร้องสูงเหมือนนกเมื่อตัวผู้ต่อสู้กัน ซึ่งอาจเป็นเสียงที่ทำให้ศัตรูหวาดกลัว

ลีเมอร์

ลีเมอร์

ลีเมอร์ (อังกฤษ: Lemur) เป็นอันดับฐานของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับไพรเมตหรือลิง ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lemuriformes

    ลักษณะโดยรวมของลีเมอร์ คือ มีรูปร่างทั่วไปคล้ายกับลิง แต่ทว่ามีส่วนหัวคล้ายหมาจิ้งจอก คือ มีจมูกและปากแหลมยาว มีดวงตากลมโต ขนหนาฟู มีหางยาวเป็นพวงเหมือนกระรอก โดยลีเมอร์เป็นไพรเมตที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Prosimian ซึ่งรวมถึงลิงลม, กาลากอส และทาร์เซีย เพราะมีสายวิวัฒนาการที่ใกล้เคียงกัน จากการศึกษาทางดีเอ็นเอ ซึ่งคำว่า "Prosimian" นั้น มีความหมายว่า "ก่อนลิง"

   คำว่า "ลีเมอร์" แปลงมาจากคำว่า Lemures ในเทพปกรณัมโรมันหมายถึง "ดวงวิญญาณ, ผี หรือปีศาจ"
ขนาดโดยทั่วไปโดยเฉลี่ยของลีเมอร์ขนาดเท่าแมว น้ำหนักตัวประมาณ 9 กิโลกรัม โดยที่ชนิดที่มีขนาดเล็กมีรูปร่างใกล้เคียงกับหนู มีการกระจายพันธุ์เฉพาะบนเกาะมาดากัสการ์ทางชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกที่เดียวเท่านั้น เหตุเพราะสันนิษฐานว่า ที่เกาะแห่งนี้ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้สัตว์หลายชนิดมีการวิวัฒนาการเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ และไม่มีสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่คอยคุกคาม โดยอาศัยอยู่ในป่าดิบ บนต้นไม้ใหญ่ หากินในเวลากลางวัน และนอนหลับในเวลากลางคืน โดยที่สันนิษฐานอีกว่า บรรพบุรุษของลีเมอร์ เดินทางมายังเกาะมาดากัสการ์ด้วยกอพรรณพืชหรือต้นไม้เมื่อ 60 ล้านปีก่อน โดยลีเมอร์ได้วิวัฒนาการตัวเองแยกมาเป็นชนิดต่าง ๆ จากถิ่นที่อยู่ที่แตกต่างกัน เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง อันเป็นผลจากการที่น้ำท่วมเกาะ ก่อให้เกิดเป็นเกาะแก่งต่าง ๆ มากมาย และลีเมอร์ชนิดต่าง ๆ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและถูกจำกัดในเรื่องอาหาร จากพายุไซโคลนที่ พัดถล่มในมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก โดยเชื่อว่าบรรพบุรุษของลีเมอร์นั้นแรกเริ่มมีขนาดเล็ก และอาจเกาะกับต้นไม้ลอยน้ำมาในรูปแบบของการจำศีล

     ลีเมอร์มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง จุดเด่นอีกประการของลีเมอร์ คือ เสียงร้องที่หลากหลายและดังกึกก้องไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลาออกหากินในยามพลบค่ำ ซึ่งอาหารของลีเมอร์ได้แก่ ใบไม้, ผลไม้, แมลง, ไข่นก และสัตว์ขนาดเล็กชนิดต่าง ๆ แตกต่างออกไปตามแต่ละชนิด ด้วยการใช้ขาหน้าที่เสมือนมือใน การหยิบฉวย ขุดคุ้ย หยิบจับอาหารได้คล่องแคล่วเช่นเดียวกับสัตว์ประเภทอื่นในอันดับเดียวกัน หากแต่จะใช้หางในการเกาะเกี่ยวกับกิ่งไม้ไม่ได้
ลีเมอร์ในปัจจุบัน ได้รับการจำแนกแล้วประมาณ 100-103 ชนิดใน 5 วงศ์ (ดูในตาราง) และหลายชนิดและหลายวงศ์ก็ได้สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยชนิดที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ได้แก่ ลีเมอร์หางวงแหวน (Lemur catta) ที่มีส่วนหางเป็นลายปล้อง ๆ สลับขาว-ดำ, รัฟด์ลีเมอร์ (Varecia spp.) เป็นลีเมอร์ที่มีขนสีขาวรอบ ๆ ใบหน้าแลดูคล้ายเครา และอาย-อาย (Daubentonia madagascariensis) ซึ่งมีลำตัวสีดำ มีนิ้วมือที่ยาวใช้สำหรับเคาะหาแมลงหรือหนอนที่อยู่ใต้เปลือกไม้กินเป็นอาหาร ในเวลากลางคืน เป็นต้น

ตามรายงานของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ระบุว่า ว่าร้อยละ 91 ของลีเมอร์ 103 ชนิดที่รู้จักกำลังตกอยู่ในภาวะถูกคุกคาม โดยลีเมอร์ 23 ชนิด ถูกจัดอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต อีก 52 ชนิดถูกจัดอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ และอีก 19 ชนิดจัดอยู่ในภาวะมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแดงของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN Red List) โดยลีเมอร์ชนิดที่หายากที่สุด คือ ลีเมอร์นอร์เทิร์นสปอร์ตีฟ (Lepilemur septentrionalis) ที่เหลือเพียงแค่ 18 ตัวเท่านั้น

      

เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง, เทศกาลตวนอู่ หรือ เทศกาลต่วนหงอ

เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง, เทศกาลตวนอู่ หรือ เทศกาลต่วนหงอ  


    ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินทางจันทรคติ หรือ "โหงวเหว่ยโจ่ว" เป็นการระลึกถึงวันที่ คุดก้วน หรือ ชีว์หยวน หรือ ชีหยวน  (340-278 ปีก่อนคริสต์ศักราช) กวีผู้รักชาติแห่งรัฐฉู่ กระโดดน้ำเสียชีวิต
นอกจากนี้ ในประเทศจีน บริเวณแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง), ฮ่องกง, ไต้หวัน, มาเก๊า ยังมีการละเล่น
แข่งเรือมังกร (Dragon Boat Festival 龙舟赛) จัดอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ด้วย ทางรัฐบาลจีนยังกำหนดให้วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 นี้เป็น วันกวีจีน (The Chinese Poet's Day) อีกด้วย เนื่องจากชีหยวน นับเป็นอีกผู้หนึ่งที่เป็นกวีคนสำคัญของจีน







ประวัติ

    ในสมัยเลียดก๊ก มีบุคคลหนึ่งนามว่า ชีหยวน เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ และความสามารถรอบด้าน เป็นนักปราชญ์ราชกวีคนหนึ่ง รวมทั้งรู้จักหลักการบริหารปกครองเป็นอย่างดี ชีหยวนเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ผู้ครองแคว้นฉู่ ชีหยวนได้รับราชการเป็นขุนนางในสมัยพระเจ้าฉู่หวายอ๋อง เป็นที่ปรึกษา และดูแลเหล่าเชื้อพระวงศ์ ชีหยวนเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ และเปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถอันสูงยิ่ง เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าฉู่หวายอ๋องเป็นอันมาก

     เมื่อมีคนรัก แน่นอนย่อมต้องมีคนชังเป็นเรื่องธรรมดา เหล่าขุนนางกังฉินทั้งหลายต่างก็ไม่พอใจชีหยวน ด้วยความที่ชีหยวนนั้นเป็นคนที่ซื่อตรง ทำงานอย่างตรงไปตรงมา จึงมีหลายครั้งที่การทำงานของชีหยวนเป็นไปเพื่อการขัดขวางการโกงกินบ้านโกง กินเมืองของขุนนางกังฉินเหล่านั้น พวกเขาจึงรวมหัวกันพยายามใส่ไคล้ชีหยวนต่างๆ นานา จนพระเจ้าฉู่หวายอ๋องเองก็ชักเริ่มมีใจเอนเอียง ชีหยวนรู้สึกทุกข์ระทมตรมใจมาก จึงได้แต่งกลอนขึ้นเพื่อคลายความทุกข์ใจ กลอนบทนั้นมีชื่อว่า "หลีเซา" หมายถึงความเศร้าโศก จนต่อมาพระเจ้าฉู่หวายอ๋องถูกกลลวงของแคว้นฉิน และสวรรคตในแคว้นฉิน รัชทายาทของฉู่หวายอ๋องจึงได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แทน

     หลังจากที่กษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงหลงเชื่อคำยุยงของเหล่าขุนนางกังฉินพวกนั้น ในที่สุดจึงได้มีพระบรมราชโองการให้เนรเทศชีหยวนออกจากแคว้นฉู่ไป
ชีหยวนเศร้าโศกเสียใจมาก หลังจากเดินทางรอนแรมมาถึงแม่น้ำเปาะล่อกัง (บางตำราว่าเป็นแม่น้ำแยงซีเกียง) ชีหยวนจึงได้ตัดสินใจกระโดดน้ำตายในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 นั้นเอง
พวกชาวบ้านที่รู้เรื่องการตายของชีหยวน พวกเขาต่างก็รัก และอาลัยในตัวของชีหยวน จึงได้ออกเรือเพื่อตามหาศพของชีหยวน ในขณะที่ค้นหาศพ พวกเขาก็เตรียมข้าวปลาอาหารไปโปรยลงแม่น้ำด้วย นัยว่าเพื่อล่อให้สัตว์น้ำมากิน จะได้ไม่ไปกัดกินซากศพของชีหยวน หลังจากนั้นทุกปีเมื่อถึงวันครบรอบวันตายของชีหยวน ชาวบ้านจะนำเอาอาหารไปโปรยลงแม่น้ำเปาะล่อกัง หลังจากที่ทำมาได้ 2 ปี ก็มีชาวบ้านผู้หนึ่งฝันเห็นชีหยวนที่มาในชุดอันสวยงาม กล่าวขอบคุณเหล่าชาวบ้านที่นำเอาอาหารไปโปรยให้เพื่อเซ่นไหว้ แต่เขาบอกว่าอาหารที่เหล่าชาวบ้านนำไปโปรยเพื่อเป็นเครื่องเซ่นถูกเหล่า สัตว์น้ำกินเสียจนหมดเกลี้ยง เนื่องจากบริเวณนั้นมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่มากมาย ชีหยวนจึงแนะนำให้นำอาหารเหล่านั้นห่อด้วยใบไผ่ หรือใบจากก่อนนำไปโยนลงน้ำ เพื่อที่เหล่าสัตว์น้ำจะได้นึกว่าเป็นต้นไม้อะไรสักอย่าง จะได้ไม่กินเข้าไป

    หลังจากนั้นในปีต่อมา ชาวบ้านต่างก็ทำตามที่ชีหยวนแนะนำ คือนำอาหารห่อด้วยใบไผ่ไปโยนลงน้ำเพื่อเซ่นให้แก่ชีหยวน หลังจากวันนั้นชีหยวนก็ได้มาเข้าฝันชาวบ้านอีก ว่าคราวนี้ได้กินมากหน่อย แต่ก็ยังคงโดนสัตว์น้ำแย่งไปกินได้ ชาวบ้านต้องการให้ชีหยวนได้กินอาหารที่พวกเขาเซ่นให้อย่างอิ่มหนำสำราญจึง ได้ถามชีหยวนว่าควรทำเช่นไรดี ชีหยวนจึงแนะนำอีกว่าเวลาที่จะนำอาหารไปโยนลงแม่น้ำ ให้ตกแต่งเรือเป็นรูปมังกรไป เมื่อสัตว์น้ำทั้งหลายได้เห็นก็จะนึกว่าเป็นเครื่องเซ่นของพญามังกร จะได้ไม่กล้าเข้ามากิน
ประเพณีการแข่งเรือมังกร และประเพณีการไหว้ขนมจั้ง (บ๊ะจ่าง) จึงเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้

ความเชื่อ

                    

บ๊ะจ่าง


  นอกจากการไหว้บ๊ะจ่างแล้ว ปัจจุบันในฮ่องกง และเกาลูนก็ยังคงมีผู้จัดประเพณีแข่งเรือมังกรอยู่ รวมทั้งในเทศกาลตวงโหงวนี้ คนจีนโบราณยังเชื่อว่าเป็นวันที่เหล่าปิศาจจะออกมาสำแดงเดช จึงต้องมีการป้องกันด้วยการปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน และจุดเครื่องหอมรวมทั้งกำยานเพื่อให้บรรยากาศในบ้านดูสดชื่นขึ้น ภูตผีปิศาจจะได้ไม่กล้าเข้ามากล้ำกราย ในวันนี้สัตว์มีพิษทั้ง 4 ชนิด อันได้แก่ แมงป่อง แมงมุม ตะขาบ และงู จะพากันหลบซ่อนตัว จึงเป็นโอกาสที่เจ้าบ้านจะต้องอบบ้านด้วยการจุดกำมะถัน เพื่อไม่ให้สัตว์มีพิษเหล่านี้กลับเข้ามาอาศัยได้อีก นอกจากนี้ยังมีการดื่มเหล้ายาที่ผสมด้วยผงกำมะถันด้วย โดยเชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี

10 ภาษาที่ใช้มากที่สุดในโลก

10 ภาษาที่ใช้มากที่สุดในโลก
ภาษาที่ประชากรโลกใช้พูดสื่อสารติดต่อกันมากที่สุด 10 ลำดับ มีดังนี้...

อันดับ 1 จีนแมนดาริน ..... 1.3พันล้านคน
อันดับ 2 ฮินดี.... 480 ล้านคน
อันดับ 3 สเปน.... 420 ล้านคน
อันดับ 4 อังกฤษ... 380 ล้านคน
อันดับ 5 โปรตุเกส.... 230 ล้านคน
อันดับ 6 อาหรับ...... 206 ล้านคน
อันดับ 7 เบงกาลี..... 196 ล้านคน
อันดับ 8 รัสเซีย ..... 145 ล้านคน
อันดับ 9 ญี่ปุ่น ..... 126 ล้านคน
อันดับ 10 ปัญจาบ ... 104 ล้านคน

ส่วนไทยของเรา เป็นอันดับที่ 24 มีคนใช้ 60 ล้านคน ในประเทศไทย


ภาษาอื่นๆที่นิยมเรียนกันในไทย

ฝรั่งเศส - - - เป็นอันดับที่ 15 มี่คนใช้ 109 ล้านคน
เป็นภาษาราการของ - - - ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ลักเซมเบริ์ก แคนนาดา โมร็อคโค
ประเทศแถบทวีปแอฟฟริกาตะวันตก ตั้งแต่แอลจีเรีย ถึง กาบอง(ประมาณ 10 กว่าประเทศ)
และ เฟรนเกียร์น่าในอเมริกาใต้

เยอรมัน - - - เป็นอันดับที่ 11 มีคนใช้ 110 ล้านคน
เป็น ภาษาราชการของ - - - เยอรมนี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก สหภาพยุโรป ภาษาราชการ บางพื้นที่ของ เดนมาร์ก อิตาลี โปแลนด์ (ในอดีต นามิเบีย ถึงปี ค.ศ. 1990)

เกาหลี - - - เป็นอันดับที่ 12 มีคนใช้ 80 ล้านคน
เป็นภาษาราชการของ - - - เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้

อิตาลี - - - เป็นอันดับที่ 19 มีคนใช้ 70 ล้านคน
เป็นภาษาราชการของ - - -อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ซานมารีโน สโลวีเนีย (บางดินแดน) นครรัฐวาติกัน เทศมณฑลอิสเตรีย (โครเอเชีย)

บาลี – สันสกฤต - - - มีนคนใช้เป็นภาษาหลัก 2 แสนคน ในประเทศอินเดีย

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

ตำนานฟาโรห์ นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาฆาตกรรมเมื่อ 3,000 ปีก่อน

ตำนานฟาโรห์ นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาฆาตกรรมเมื่อ 3,000 ปีก่อน

นักวิทยาศาสตร์กล่าวในรายงานฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555 เกี่ยวกับการฆาตกรรมในราชสำนักอียิปต์เมื่อ 3,000 ปีก่อนว่า มือสังหารเชือดพระศอฟาโรห์องค์สุดท้ายของอียิปต์ในขณะที่การก่อกบฏเพื่อแย่ง ชิงบัลลังก์กำลังอยู่ในช่วงตึงเครียดที่สุด เทคโนโลยีด้านนิติวิทยาศาสตร์แสดงผลว่า ฟาโรห์รามเสสที่ 3 กษัตริย์ซึ่งได้รับความนับถือเสมือนพระเจ้า ถูกลอบสังหารด้วยน้ำมือของนักฆ่าที่พระชายาและพระโอรสผู้ทะเยอทะยานของ พระองค์เองเป็นผู้ส่งมา

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าศพซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “สครีมมิ่งมัมมี่” อาจเป็นโอรสของฟาโรห์รามเสสที่ 3 ซึ่งเป็นไปได้ว่าพระองค์อาจถูกบังคับให้ปลิดชีพตนเองหลังจากการลอบปลงพระ ชนม์องค์ฟาโรห์
นักวิเคราะห์กล่าวว่าภาพจำลองจากคอมพิวเตอร์ของมัมมี่ฟาโรห์รามเสสที่ 3 เผยให้เห็นหลอดลมและหลอดเลือดแดงใหญ่ถูกปาดเป็นแผลกว้างประมาณ 70 มิลลิเมตร และลึกจนเกือบถึงกระดูกคอ แผลดังกล่าวทำลายเนื้อเยื่ออ่อนทั้งหมดที่ด้านหน้าของลำคอ
“ผมแทบไม่สงสัยเลยว่ากษัตริย์รามเสสที่ 3 จะสิ้นพระชนม์จากการถูกเชือดพระศอ” นายอัลเบิร์ต ซิงค์ นักพยาธิแพทย์ก่อนประวัติศาสตร์ของสถาบันการศึกษามัมมี่และมนุษย์น้ำแข็ง แห่งศูนย์วิจัยยูโรเปียน อคาเดมี ออฟ โบเซ็น/บอลซาโน ในประเทศอิตาลี กล่าว “รอยเชือดลึกมากและค่อนข้างใหญ่ แผลลึกจนเกือบถึงกระดูก [กระดูสันหลังส่วนคอ] เลยทีเดียว นั่นน่าจะเป็นแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต”
ฟาโรห์รามเสสที่ 3 ทรงปกครองอียิปต์ตั้งแต่ราว 1188 ถึง 1155 ปีก่อนคริสตกาล ในจารึกโบราณพระองค์ทรงได้รับสมญานามว่า “พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่” และเป็นผู้นำทางทหารที่ปกป้องอียิปต์จากการรุกรานครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งในสมัยนั้นอียิปต์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเมดิเตอร์เรเนียน พระองค์เสด็จสวรรคตขณะมีพระชนมายุได้ 65 พรรษา แต่สาเหตุการสิ้นพระชนม์ไม่เคยสรุปเป็นที่แน่นอน หลักฐานที่ไม่มีผลสรุปเป็นที่แน่ชัดปรากฏอยู่ในเอกสารปาปิรัสแห่งตูริน ที่บันทึกการพิจารณาคดี 4 ครั้งต่อผู้สมรู้ร่วมคิดในการลอบปลงพระชนม์ฟาโรห์รามเสสที่ 3 โดยมีพระชายาทิฟที่มีพระชนมายุอ่อนกว่าหลายปี และโอรส คือ เจ้าชายเพนทาวีรี รวมอยู่ด้วย
ในการศึกษามัมมี่ซึ่งใช้เวลานานหนึ่งปี นายซิงค์และผู้เชี่ยวชาญจากอียิปต์ อิตาลี และเยอรมนีพบว่ารอยเชือดที่พระศอของฟาโรห์รามเสสที่ 3 ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าพันพระศพ
“นี่คือปริศนาสำคัญที่ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้มาก่อนว่า จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับองค์ฟาโรห์” นายซิงค์กล่าวในรายงานผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ใน บริติช เมดิคอล เจอร์นัล “เราทั้งประหลาดใจและดีใจมาก เพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะพบอะไร มีคนอื่นศึกษามัมมี่พระศพไปแล้วก่อนหน้านี้อย่างน้อยก็จากภายนอก และทุกครั้งก็จะมีการสรุป ว่า ‘ไม่พบร่องรอยของบาดแผลหรือการบาดเจ็บใด ๆ’”

[อีพีเอ] 


     นักวิจัยกล่าวว่าเป็นไปได้ที่บาดแผลบริเวณพระศอของพระองค์จะเกิดขึ้นหลัง การสิ้นพระชนม์ แต่ก็มีโอกาสไม่มากนักเพราะไม่เคยมีการบันทึกว่าการทำให้เกิดแผลที่คอเป็น เทคนิคในการทำมัมมี่อันเก่าแก่ของอียิปต์ นอกจากนี้ยังพบเครื่องรางซึ่งเชื่อว่ามีอำนาจวิเศษในการรักษาถูกฝังอยู่ใน แผลดังกล่าว
“สำหรับผม เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าผู้ทำมัมมี่เอาเครื่องรางใส่ไว้เพื่อรักษาบาดแผลของ พระองค์สำหรับชีวิตหลังความตาย” นายซิงค์กล่าว “สำหรับชาวอียิปต์โบราณ การทำให้ร่างกายสมบูรณ์แบบที่สุดหลังความตายเป็นเรื่องสำคัญมาก” และผู้ทำมัมมี่ก็มักจะเอากิ่งไม้หรือวัสดุอื่นมาแทนอวัยวะ
นอกจากนี้นายซิงค์และคณะยังได้ศึกษามัมมี่ของชายไม่ทราบชื่อที่มีอายุ ระหว่าง 18 – 20 ปี ซึ่งพบในสุสานหลวงเช่นเดียวกับมัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่ 3 พวกเขาพบหลักฐานทางพันธุกรรมที่บ่งชี้ว่าศพดังกล่าว (ซึ่งเรียกว่า “สครีมมิ่งมัมมี่” เพราะปากที่อ้าค้างและใบหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวด) มีความสัมพันธ์กับองค์ฟาโรห์ และอาจเป็นไปได้ที่มัมมี่ดังกล่าวจะเป็นเจ้าชายเพนทาวีรี
“สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับศพนี้คือวิธีการทำมัมมี่ที่แปลกมาก ...พวกเขาไม่ได้เอาอวัยวะภายในออก ไม่ได้เอาสมองออก” นายซิงค์กล่าว “ศพเป็นสีแดงประหลาดๆ มีกลิ่นที่แปลกมาก และสิ่งที่ใช้พันศพคือหนังแพะ ซึ่งนับเป็นวัสดุที่ไม่บริสุทธิ์ตามความเชื่อในสมัยอียิปต์โบราณ” เป็นไปได้ว่านั่นอาจจะเป็นการลงโทษหลังเสียชีวิต
ถ้านั่นคือมัมมี่ของเจ้าชายเพนทาวีรีจริง ดูเหมือนว่าพระองค์อาจถูกบังคับให้แขวนคอตาย ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นการลงโทษที่เพียงพอสำหรับการล้างบาปเพื่อชีวิตหลัง ความตาย นักวิจัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าผู้วางแผนปลงพระชนม์ไม่ได้ขึ้นครองราชย์แต่ อย่างใด ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากฟาโรห์รามเสสที่ 3 คือ เจ้าชายอามุน เฮอร์เคปปิเชฟ โอรสที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง เป็นรัชทายาท