วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

คนดีในสังคม

คนดีในสังคม

   สังคมของเราจะน่าอยู่ได้ ถ้าหากคนบนโลกใบนี้ รู้จัก "ให้" มากกว่า "รับ" ซึ่งก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่พร้อมจะเป็น "ผู้ให้" และรังสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับสังคมของเรา ลองไปดูกันว่า ในรอบปี พ.ศ. 2554 เรื่องราวของใครที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจ และซาบซึ้งไปกับสิ่งดี ๆ ที่พวกเขาสร้างขึ้น เพื่อทำให้ผู้อื่นรู้สึกอิ่มเอมใจกันบ้าง รับรองว่าทุกคนที่ได้อ่านเรื่องที่กระปุกดอทคอนำมาเสนอในวันนี้ ต้องรู้สึกภาคภูมิใจที่มีพวกเขาอยู่ร่วมในสังคม และคงเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ทำดี เพื่อผู้อื่นกันค่ะ

ย่ายิ้ม...หญิงชรา กับชีวิตลำพังกลางป่าเขา
 
 ชีวิตที่มีความหมายของคนสร้างฝาย ... คุณย่ายิ้ม
 
          ใครที่ได้รับรู้เรื่องราวของ "ย่ายิ้ม" หรือ "ย่ายิ้ม เย้ยยาก" คงจะอดอมยิ้มตามไปกับแกไม่ได้แน่นอน เมื่อหญิงชราวัย 80 กว่า ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าทึบเพียงลำพัง กลับไม่เคยอยู่ห่างจากคำว่า "ความสุข" เลย 
 
          นั่นเพราะทุก ๆ วัน "ย่ายิ้ม" จะไม่ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างไร้ค่า และสิ่งมีค่าที่ "ย่ายิ้ม" ทำก็คือ การเดินถือจอบเก่า ๆ 1 อัน ขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่หลายสิบท่อนเพื่อมาสร้างฝาย โดยหวังจะให้ผืนป่าประเทศไทยเป็นผืนป่าที่ชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ ตามพระราชดำรัสของพ่อหลวงที่คุณย่ายิ้มเคยได้ยินได้ฟังมานานนับสิบปีแล้ว และตั้งแต่นั้นมา คุณย่ายิ้มก็จำคำสอนของพ่อหลวงใส่เกล้า และปณิธานกับตัวเองว่า จะต้องสร้างฝาย เพื่อสร้างประโยชน์ต่อแผ่นดินไทย
 
          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังขารของหญิงชราจะร่วงโรยลงไปตามวัย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ "ย่ายิ้ม" หยุด เพราะแกถือคติว่า วันนี้มีแรงแค่ไหนก็ทำเท่านั้น พอตื่นเช้าขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ก็ลุกขึ้นมาทำใหม่ แต่จะมีเพียงวันโกนและวันพระเท่านั้น ที่ "ย่ายิ้ม" จะหยุดพักจากการสร้างฝาย และการหยุดของแกไม่ใช่การหยุดพักผ่อนกาย เพราะในวันดังกล่าวนั้น ย่ายิ้มจะเดินทางลงจากเขากว่า 8 กิโลเมตร เพื่อไปเข้าวัดเข้าวาทำจิตใจให้สงบผ่อนคลายจิตใจ
 
          หลายคนสงสัยว่า "ย่ายิ้ม" จะมาลำบากทำไม ทั้งที่ลูก ๆ หลาน ๆ ของแกก็มีฐานะและอ้อนวอนให้ "ย่ายิ้ม" กลับไปอยู่บ้านด้วยกัน แต่ "ย่ายิ้ม" กลับเลือกที่จะอยู่ที่นี่ นั่นเพราะแกคิดเสมอว่า "ทางสวรรค์จะเป็นทางที่รก ทางนรกจะเป็นทางที่เรียบ..."
 
          ตลอดหลายปีกับชีวิตกลางป่าเขาเพียงลำพัง ย่ายิ้ม สารภาพว่า เมื่อไหร่ที่ลูกขึ้นมาหาและมานอนด้วย แกก็ดีใจทุกครั้ง แต่พอกลับกันไป แค่เห็นเดินคล้อยหลังก็นั่งใจละห้อยแล้ว...แต่ถึงอย่างไร แกก็ยังยืนหยัดว่าจะขออยู่ในป่าในเขาอย่างนี้ไปจนตาย และคำขอสุดท้ายที่ฝากไว้กับลูกคือ...ถ้าแม่ตาย ก็ให้เผาให้ฝังไว้ที่ไร่บนเขานี้
 
          "ย่าไม่อยากตายหรอกหนา แต่ไม่เคยกลัว ถึงเวลาจะต้องละแล้ว ก็ต้องไป..." ถ้อยคำนี้บอกได้เป็นอย่างดีว่า หญิงชราวัย 80 เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิตแล้วจริง ๆ




 ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง 60 ผู้ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องด้ามขวานไทย
 
          ไม่มีใครอยากทิ้งชีวิตไว้ยังพื้นที่สีแดงของปลายด้ามขวานไทย แต่สำหรับพวกเขา "ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง 60" ทั้งหมด 15 ชีวิต นี่คือหน้าที่ในฐานะชายชาติทหารผู้ต้องเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ก่อนที่มันจะไปคร่าชีวิตของใคร นำทีมโดย ร้อยตำรวจตรีแชน วรงคไพสิฐ ซึ่งทุกคนในทีมล้วนผ่านเหตุการณ์ระเบิดมาหลายต่อหลายครั้ง ผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายมาก็มากมาย บาดเจ็บมาจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าก็ไม่มีใครยอมแพ้ และขอลาออกจากทีมชุดนี้ เพราะหัวใจยัง "สู้" อยู่
 
          ไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด เช่นเดียวกับเหล่าสมาชิกหน่วยเก็บกู้ระเบิดที่ไม่มีใครรู้ว่า วันใดที่พวกเขาจะออกไปปฏิบัติหน้าที่เป็นวันสุดท้าย แต่พวกเขาตระหนักไว้เสมอว่า หากต้องตายก็ขอตายอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะของข้าราชการที่ปวารณาตัวเป็นข้าของแผ่นดิน 
 
          "พวกผมเกิดเป็นคนไทย เกิดในสามจังหวัดภาคใต้ พวกผมต้องตอบแทนพระคุณแผ่นดิน พวกผมทั้งหมดที่ยืนตรงนี้เป็นลูกชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ อุปกรณ์ที่ชาวสวน ชาวนาใช้ทำงานก็คือ "ขวาน" หาก "ขวาน" ไม่มีด้าม ก็ใช้ทำอะไรไม่ได้ พวกผมขอสัญญาต่อหน้าพระคุณเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้ว่า พวกผมจะดูแลรักษาด้ามขวานตรงนี้ตลอดไป" 
 
          นี่คือคำปฏิญาณของนายทหารกล้าที่ประกาศก้องต่อหน้าทุกคน และถ้อยวาจานี้คงเป็นคำตอบว่า ทำไมทั้ง 15 ชีวิต ยังยืนหยัดที่จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อปกป้องคนไทยให้นอนหลับฝันดี


 
 น้ำใจเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ของป้าหาบ...แม่ค้า 5 บาท
 
          ในยุคข้าวยากหมากแพง การจะหาอะไรรับประทานให้อิ่มท้องในราคาเพียงแค่ 5 บาท ดูจะเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่ายาก แต่ทว่า...ในมุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งของสังคม ยังมีแม่ค้าวัยย่างหกสิบปีคนหนึ่งประกอบอาชีพหาบเร่ขายกับข้าวมานานกว่า 30 ปีแล้ว และยังคงตรึงราคาเดิมที่ 5 บาท แม้ว่าข้าวจะยาก หมากจะแพง น้ำมันจะปรับขึ้นราคา แต่ "ป้าแดง บุญยัง พิมพ์รัตน์” หรือที่ทุกคนเรียกแกว่า "ป้าหาบ" แม่ค้าในซอยจรัญสนิทวงศ์ 33 แยก 3 ก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดปรับขึ้นราคา
 
          "นึกถึงตัวเองเวลาไม่มี ท้องหิวมันทรมานมากนะ คนเงินเดือนน้อย ๆ ก็อยากให้เขากินอิ่ม บางคนมีเงินมา 10 บาท มาซื้อกับป้า ป้าก็ให้เขาเยอะ ๆ เป็นข้าวเหนียวเป็นอะไรอย่างนี้ บางคนมาไกล ๆ ไม่มีเงินมา ป้าก็ให้ไปบ้าง หรือไม่ก็คิดเขาแค่ครึ่งเดียว 20 บาท เอา 10 บาทพอ" ป้าหาบ บอก
 
          เพราะความที่้ป้าหาบเคยอัตคัดขัดสนมาก่อน แต่ ณ วันนี้ แกสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนพอมีพอใช้อย่างพอเพียงแล้ว ก็ได้เวลาที่จะแบ่งปันความอิ่มท้องให้กับผู้อื่นบ้าง โดยป้าหาบบอกว่า ชีวิตของแกสุขสบายดี ไม่เป็นหนี้ ไม่ลำบาก ก็ไม่เป็นจำเป็นที่จะต้องเอากำรี้กำไรอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน สู้ "ให้ผู้อื่น" จะดีกว่า
 
          เห็นไหมว่า เพียงแค่ความคิดเล็ก ๆ ของป้าหาบที่เจือจานน้ำใจอันยิ่งใหญ่สู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน กลับทำให้มุมหนึ่งของสังคมไทยในยุคข้าวยากหมากแพงดูแล้วมีความสุขขึ้นมาถนัดตา


เพ็ญลักขณา ขำเลิศ

 เพ็ญลักขณา ขำเลิศ กับบทบาทหน้าที่พยาบาลไร้หมวก
 
          ณ โรงพยาบาลภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นภาพของ "เพ็ญลักขณา ขำเลิศ" พยาบาลวิชาชีพที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ในยูนิฟอร์มสีขาวของสาวพยาบาล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอละทิ้งหน้าที่ เพราะเธอบอกว่า หน้าที่ของเธอไม่ใช่แค่การดูแลผู้ป่วยตามเตียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เธอยังอุทิศตัวเองให้กับเตียงผู้ป่วยนับร้อยนับพันหลังคาเรือนในอำเภอภาชี ในฐานะ "พยาบาลไร้หมวก"
 
          เพ็ญลักขณา บอกว่า การเป็นพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแบบ หากแต่ "หัวใจ" ต่างหาก คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นพยาบาลที่แท้จริง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม เพ็ญลักขณา หรือ พี่ติ๋ง จึงมักจะเลือกลงพื้นที่ไปดูแลผู้ป่วยใน 60 หมู่บ้านในอำเภอภาชี มากกว่าการทำงานอยู่ในโรงพยาบาลภาชี เพราะจะได้เห็นกับตาตัวเองว่า คนไข้กินอยู่อย่างไร และทำไมหลายคนจึงไม่หายจากโรคเสียที แม้ว่าตัวเธอเองก็กำลังทนทุกข์ทรมานจากการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งต้องได้รับการเยียวยาไม่ต่างจากคนไข้รายอื่น ๆ ที่เธอรับผิดชอบอยู่ แต่พี่ติ๋งกลับมองว่า นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาทำให้เธอย่อหย่อนต่อหน้าที่การงานได้
 
          "ที่พี่ทำทุกวันนี้ทำเพื่อคนไข้ ไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองนโยบายเอาเงินมาแลกกับงาน งานที่พี่ทำคืองานที่ทำเพื่อแลกกับคน แลกกับชีวิตมนุษย์ เราต้องเป็นผู้ให้ อย่าเป็นผู้รับ เวลาที่เราเป็นข้าราชการ เราต้องนึกเสมอว่า จะทำอย่างไรที่จะมีโอกาส "ให้" ให้ประชาชนมีความสุข ให้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเขาพ้นทุกข์ได้ มันไม่มีอะไรมากนอกจากการให้" 
 
  ...สิ่งที่พี่เพ็ญลักขณากำลังทำอยู่ใช่ไหม? ที่เขาเรียกว่า ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับเพื่อนมนุษย์


วิชิต คำไกร
 
 วิชิต คำไกร หมออนามัย...ผู้ทุ่มเทกายใจให้คนชายแดน
 
          หลังจากจบการศึกษาจากวิทยาลัยสุขภาพ ชลบุรี เด็กต่างจังหวัดลูกชาวนาจากปราจีนบุรี อย่าง "วิชิต คำไกร" ก็ตัดสินใจเลือกบรรจุตัวเองให้มาทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทับพริก อำเภออรัญประเทศ พื้นที่ชายขอบซึ่งคงจะมีน้อยคนนักที่อยากจะมาอาศัยอยู่ แต่ "หมออนามัย" คนนี้ เลือกเส้นทางนี้ เพราะได้เห็นความทุกข์ยากของคนไข้ในเขตชายแดนที่ห่างไกล และคิดไปถึงตัวเองที่เป็นลูกชาวนาในพื้นที่ทุรกันดารเช่นกัน จึงตัดสินใจลงมาทำงานยังที่ตำบลทับพริก
 
          นอกจากการรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลแล้ว ภารกิจหลักของ "วิชิต" คือ การลงพื้นที่ไปเคาะประตูดูแลสารทุกข์สุกดิบด้านสุขภาพให้กับชาวบ้าน ด้วยความรู้สึกที่ว่า ชาวบ้านคือคนในครอบครัวเดียวกัน และหากมีเวลาว่าง หมออนามัยคนนี้จะลงพื้นที่ตระเวนตรวจความเรียบร้อยของหมู่บ้าน ร่วมกับผู้นำชุมชน เพื่อป้องปรามปัญหายาเสพติดในหมู่เยาวชนภายในตำบลทับพริก โดยหวังขจัดปัญหาต่าง ๆ และยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นงานที่คุณหมอลงมาทำด้วยตัวเองด้วยจิตใจที่หวังให้ประโยชน์เกิดแก่ชาวชุมชนด้วยกัน
 
          "เราเป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทรงบอกว่า เมื่อจะทำงานอย่ายกเอาความขาดแคลนมาเป็นข้ออ้าง แต่ให้ทำงานท่ามกลางความขาดแคลนนั้นให้บรรลุผล เพราะฉะนั้นความขาดแคลนในพื้นที่ตำบลทับพริกอาจจะมีบ้าง แต่เราต้องแปรเปลี่ยนความขาดแคลนนั้นให้เป็นพลังในการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้เรามีพลังใจในการทำงานช่วยเหลือผู้อื่น"
 
          ...หากทุกคนคิดได้เหมือนกับพี่วิชิต ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล คงจะได้มีคุณภาพชีวิต และได้รับโอกาสทางสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน



หน่อคำ สมสวัสดิ์ ผู้ทอแสงแห่งความหวังให้ผู้พิการ
 
 หน่อคำ สมสวัสดิ์ ผู้ทอแสงแห่งความหวังให้ผู้พิการ
 
          หนุ่มลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาลแม่ลาว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ที่คอยช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อย่าง "หน่อคำ สมสวัสดิ์" คนนี้ แต่เดิมเขาเป็นเพียง "จิตอาสา" ของชมรมพัฒนาผู้พิการ ที่มีหน้าที่ลงไปช่วยเหลือและเติมเต็มกำลังใจให้ผู้พิการในพื้นที่มีกำลังใจต่อสู้ชีวิตต่อไปได้ในสังคม แต่เมื่อทางโรงพยาบาลแม่ลาวให้โอกาส "หน่อคำ" จึงได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นเลขานุการของชมรมพัฒนาผู้พิการ โรงพยาบาลแม่ลาว
 
          แม้ว่าร่างกายของหน่อคำจะไม่ปกติเหมือนใครหลาย ๆ คน แต่ทำสามารถทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้อย่างไม่ต้องเป็นภาระให้ใคร ทั้งการขี่มอเตอร์ไซค์ ใช้คอมพิวเตอร์ และจัดรายการวิทยุชุมชน นอกจากนี้ "หน่อคำ" ยังเป็นคนมองโลกในแง่ดี เพราะไม่เคยรู้สึกเป็นทุกข์กับความพิการของเขาเลย ตรงกันข้าม เขายังมองว่า ตัวเองโชคดีกว่าคนอื่นที่พิการไม่มาก เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่น่าเศร้ากว่าเขา นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ "หน่อคำ" ใช้ความจริงใจลงไปพบปะพูดคุยกับผู้พิการคนอื่น ๆ เพื่อสร้างกำลังใจให้พวกเขา
 
          "คนเราเกิดมาสามารถทำดีได้ทุกคน ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องมีการศึกษาสูง มีฐานะร่ำรวย หรือมีสภาพร่างกายปกติ แข็งแรง เราสามารถทำดีได้ทุกเวลา ไม่จำกัดเวลา ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะทำเพื่อผู้อื่น ชีวิตของเราจะมีค่าหรือด้อยค่า ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง หากมองตัวเองให้มีค่า มีประโยชน์ต่อคนอื่น ก็เหมือนกับเป็นภารกิจหนึ่งที่เราเกิดมาทำหน้าที่นี้โดยตรง เกิดมาเพื่อให้คนอื่นได้รับการปลดปล่อยความทุกข์" หน่อคำ ว่าไว้
 
          คำว่า "ขอบคุณ" คงไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดของผู้พิการที่อยู่ในความดูแลของ "หน่อคำ" เอื้อนเอ่ยออกมาจากใจให้กับชายหนุ่มคนนี้เพียงเท่านั้น แต่สำหรับคนทั่วไปที่ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของ "หน่อคำ" ก็คงต้องกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" ให้กับชายหนุ่มคนนี้เช่นเดียวกัน เพราะชีวิตของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนธรรมดา ๆ ที่กำลังหมดแรงจากการล้มลุกคลุกคลานมาหลายต่อหลายครั้ง มีรอยยิ้ม และมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง



 นภินทร์ จอกลอย ผู้ใช้ธรรมะ...สร้างแดนธรรมให้แดนคุก
 
          เมื่อ "เรือนจำ" คือสถานที่คุมขังผู้เคยกระทำผิด นั่นอาจจะทำให้ "นักโทษ" หลาย ๆ คน เกิดความอัดอั้นตันใจและก่อเรื่องทะเลาะวิวาทดังที่เรือนจำหลายแห่งเคยเป็นข่าว แต่ ณ เรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานีแห่งนี้ "นักโทษ" เปรียบเสมือน "ลูก ๆ" ของ "พ่อ" ซึ่งมีตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี
 
          นภินทร์ จอกลอย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี ผู้คอยควบคุมดูแลรักษาความเรียบร้อยของเรือนจำแห่งนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เซ็นเอกสารให้หมดไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น แต่ทุกเช้า ผบ.นภินทร์ จะปั่นจักรยานมาทำงานตรวจดูความสะอาดเรียบร้อยรอบเรือนจำ ก่อนจะเดินสั่งงานทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว
 
          "ผมพยายามจะลบคำสบประมาทที่ประชาชนมีต่อข้าราชการ คือ ใต้โต๊ะ เรือเกลือ เช้าชามเย็นชาม ผมเกลียดที่สุดคือเรื่องผักชีโรยหน้า" ผบ.นภินทร์ ประกาศเจตนารมณ์
 
          ผบ.นภินทร์ รู้ดีว่า การที่นักโทษอยู่ในสภาพมีกุญแจมือ ติดอยู่ภายใต้ประตูรั้วที่กั้นดำทึบย่อมส่งผลต่อสภาพอารมณ์ นั่นจึงทำให้ ผบ.นภินทร์ พยายามหาโอกาสให้ผู้ต้องขังได้เข้าวัดเข้าวา ร่วมทำบุญตักบาตร ฟังธรรม และใกล้ชิดพระสงฆ์ เพราะจะช่วยระบายความเครียดได้เป็นอย่างดี และเป็นการลดช่องว่างระหว่างผู้ต้องขังกับเจ้าหน้าที่ที่ได้ผลดีด้วย นอกจากนั้นแล้ว "พ่อ" คนนี้ ยังนำเอาหลักธรรมมาใช้ขัดเกลาจิตใจผู้ต้องโทษ เพื่อทำให้พวกเขามีจิตใจอ่อนโยน รู้จักเสียสละ และพบกับความสุขที่แท้จริง เมื่อกลับออกจากดินแดนแห่งนี้ไปแล้ว จะได้สามารถใช้ชีวิตใหม่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า และไม่หวนกลับมา ณ ที่แห่งนี้อีก
 
          ...ไม่มีการให้อะไรจะยิ่งใหญ่เท่ากับการให้ชีวิตใหม่ และให้โอกาสกับผู้ที่เคยพลาดพลั้ง นี่กระมังที่ทำให้ ผบ.นภินทร์ ดำเนินตามเจตนารมณ์ของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง


 
 พีระพงษ์ วงศ์ศรีจันทร์ สายเลือดครู...ผู้แต่งแต้มผ้าขาว
 
          ณ โรงเรียนซับมงคลวิทยา พื้นที่ไกลปืนเที่ยงของอำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นสถานที่ที่ครูเอ หรือ ครูพีระพงษ์ วงศ์ศรีจันทร์ เลือกมาประจำการ โดยเห็นว่า เด็กอีสานเป็นเด็กที่ขาดโอกาสมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ และเขาก็ขอเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่จะมาเติมเต็มโอกาสให้กับผ้าขาวผืนบริสุทธิ์เหล่านี้
 
          ในฐานะครูสอนศิลปะ ครูเอ ได้พร่ำสอนเด็ก ๆ ให้ใช้ศิลปะสร้างความสุนทรีย์ และเพลิดเพลิน หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และการทำงานหนักช่วยพ่อแม่ที่บ้าน แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว ศิลปะของครูเอไม่ได้เป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ ครูเอ ยังหวังให้ศิลปะเป็นใบเบิกทางให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น ดังที่เด็ก ๆ หลายคน นำความรู้วิชาศิลปะไปต่อยอดจนได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ และได้รับรางวัลอีกมากมาย
 
          "ผมเป็นศิลปินประเภทที่ไม่ได้จะสร้างผลงานทางศิลปะบนเฟรมผ้าใบ แต่เฟรมของผมคือชีวิตของเด็ก ผมต้องรับผิดชอบสิ่งที่ผมเขียน ซึ่งก็คือชีวิตคน" ครูเอ บอก
 
          เมื่อถามถึงความคาดหวังของครูเอ เขาบอกว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะนี่คือความสุขของเรา แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาแก้ไขอะไรอีก แม้ว่าเขาอาจจะเสียโอกาสกับอาชีพที่ก้าวหน้า เงินทองก้อนโต แต่การที่ลงมาทำอย่างนี้ ทำให้เขามีความสุขทุกวัน และยิ่งเห็นเด็กมีอาชีพ มีความสุข มันคือสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ และเป็นความสุขที่สุดของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ครู" แล้ว
 
          การ "สร้าง" และ "เปลี่ยน" ชีวิตของผู้อื่นให้ดำเนินอยู่ในเส้นทางแห่งความถูกต้อง และได้รับโอกาสทางสังคมมากขึ้น นี่คือหน้าที่ของครูอย่างแท้จริง...และครูพีระพงษ์ ก็กำลังทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ


 
 ธีรพันธุ์ บุญบาง ผู้ใหญ่บ้านใฝ่ธรรมะ
 
          ด้วยสไตล์การแต่งตัวนุ่งขาว ห่มขาว ไว้ผมเผ้าหนวดเครา อาจทำให้คนที่ไม่รู้จัก ไม่เชื่อว่าเขาผู้นี้คือ "ผู้ใหญ่บ้าน" แห่งบ้านเนินน้ำเย็น ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ และเมื่อมองข้ามเรื่องการแต่งตัวไป "ธีรพันธุ์ บุญบาง" คนนี้ คือผู้ปกครองหมู่บ้านที่ชาวบ้านรักและเคารพ ในฐานะผู้นำชุมชนที่ยึดวิถีเศรษฐกิจพอเพียง
 
          หากเดินเข้าไปในที่ทำการผู้ใหญ่บ้านของผู้ใหญ่ธีรพันธุ์ หลายคนอาจจะแปลกใจที่ได้เห็นทุ่งนา แปลงผัก บ่อปลา บ่อกบ เล้าหมู เล้าไก่ และองค์ความรู้อีกมากมายภายใต้ชื่อ "โครงการเศรษฐกิจพอเพียง 1 ไร่แก้จน สวรรค์บ้านนา" ซึ่งผู้ใหญ่จัดสร้างขึ้นเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็น และนำไปปฏิบัติตาม โดยหวังจะให้ชาวบ้านเลิกจน พึ่งพาตัวเองได้ และด้วยการจัดแปลงเกษตรแบบผสมผสานของผู้ใหญ่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วจังหวัด ทำให้มีชาวบ้านในหลาย ๆ ชุมชนเดินทางมาศึกษาดูงานที่หมู่บ้านนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้บ้าง 
 
          "ผู้นำต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เราต้องเป็นต้นแบบของการทำความดีให้ลูกบ้านได้เห็น ชุมชนจะเข้มแข็งได้ต้องเริ่มจากจิตใต้สำนึกก่อน ถ้าจิตใต้สำนึกเข้มแข็งก็เท่ากับมีความคิด มีปัญญา ถ้ามีปัญญาแล้วก็จะไม่ไปคิดทำเรื่องไม่ดี ดังนั้นเราต้องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมกับเยาวชนให้มากที่สุด และใช้การศึกษาสร้างคน" ผู้ใหญ่ธีรพันธุ์ บอกแนวคิด
 
          ผู้ใหญ่เดินหน้าสร้างคนด้วยการใช้ธรรมะที่เขาเลื่อมใสศรัทธา ชักจูงให้คนเข้ามาใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น โดยทำตัวอย่างให้ลูกบ้านเห็น ทำให้ ณ วันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านสีขาวที่น่าอยู่ และทำให้ผู้ใหญ่กล้าประกาศว่า ชุมชนแห่งนี้ปลอดอาชญากรรม และปลอดยาเสพติดแน่นอน
 
          เพราะธรรมะที่ผู้ใหญ่ธีรพันธุ์เลื่อมใส ได้บันดาลให้ชาวบ้านในชุมชนเนินน้ำเย็น เลื่อมใสผู้ใหญ่ใฝ่ธรรมะคนนี้เช่นเดียวกัน


 
 จ่าสิบตำรวจวิชิต กัลยาณวัตร นักพัฒนาขวัญใจชุมชนหลังสวน
 
          ด้วยบุคลิกส่วนตัวที่สนุกสนานและเป็นกันเอง ทำให้พี่เล็ก จ่าสิบตำรวจวิชิต กัลยาณวัตร อดีตนายตำรวจชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธ์ ผู้ผันตัวเองมาเป็นพัฒนากรชุมชน เข้ากับคนได้ไม่ยากนัก และส่งผลให้การทำงานพัฒนาชุมชนของเขาเป็นไปได้อย่างราบรื่น
 
          ทุก ๆ วัน พี่เล็ก จะต้องลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน หรือไปประสานงานติดต่อช่วยเหลือชาวบ้าน โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นช่วงกลางวัน หรือกลางคืน จนใคร ๆ ต่างก็รู้จักแก และยิ้มต้อนรับโอภาปราศรัยด้วยดีในทุกครั้งที่พี่เล็กมาเยือน และทุกครั้งที่พี่เล็กลงพื้นที่ก็จะไม่ได้แต่งชุดราชการ หากแต่ใส่เพียงชุดลำลองเหมือนชาวบ้านทั่วไป เพื่อให้เข้าถึงและดูเหมือนเป็นญาติสนิทมิตรสหายกับชาวบ้านมากที่สุด โดยพี่เล็กจะเข้าไปสอนให้ชาวบ้านนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับวิถีชีวิตของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ ซึ่งแนวคิดนี้ก็ช่วยให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก
 
          "การได้ลงพื้นที่เป็นสิ่งที่มีความสุขมาก 11 ปีที่ผ่านมา เราก็ทำหน้าที่เต็มกำลัง ช่วยเขาเต็มความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเวลานอกราชการ หรือในราชการ เวลาลงพื้นที่เห็นพี่น้องประชาชนมีความสุข เราก็ภูมิใจ จริง ๆ ก็เคยมีท้อบางเหมือนกัน แต่ก็ไม่ถอย เพราะคิดไว้แล้วว่า เกิดมาเป็นคนไทยก็จะต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดิน เลยคิดอยู่เสมอว่า เกิดมาชาตินี้จะสร้างความดีไม่เคยหวั่น จะเร่งสร้างทั้งคืนและทั้งวัน เพื่อชีวิตอันสั้นนั้นมีราคา คิดอยู่เท่านี้" พี่เล็ก บอก
 
          เป็นเรื่องดีจริง ๆ ที่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากหนทางที่จะเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้านแล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันอีกด้วย


กุ้ยย้ง
 
 กุ้ยย้ง แซ่ล้อ...เมื่องานจิตอาสาคือยารักษาโรคร้าย
 
          ภาพของหญิงวัยกลางคนเชื้อสายจีนคอยบริการผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลเบตง จังหวัดยะลา ในฐานะผู้ปฏิบัติงานจิตอาสา คงเป็นภาพที่ชาวเบตงคุ้นตาเป็นอย่างดี แต่จะมีใครรู้ไหมว่า หญิงคนนี้...ในอดีตเคยเป็นผู้ป่วยจิตเวทขั้นรุนแรงที่ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วย
 
          "กุ้ยย้ง แซ่ล้อ" เธอคือขวัญใจของคนในโรงพยาบาลเบตง ก่อนหน้านี้เธอเคยมีอาการทางจิต หวาดระแวง เห็นภาพหลอน ทำให้ต้องแยกจากครอบครัว แต่เมื่ออาการดีขึ้น "กุ้ยย้ง" ก็ได้ผันตัวเป็นมาอาสาคอยดูแลผู้ป่วยคนอื่น รวมทั้งคอยให้คำแนะนำผู้ป่วยที่เดินทางมาติดต่อโรงพยาบาล และจัดเตรียมอุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ได้ใช้ตั้งแต่เช้าตรู่ และไม่น่าเชื่อว่า งานที่ได้พบปะผู้คนและมอบน้ำใจ กำลังใจให้ผู้อื่นนี้ กลับส่งผลให้อาการป่วยของเธอดีวันดีคืน จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ และมีเพื่อนเติมความอบอุ่นให้กับชีวิต
 
          "งานบริสุทธิ์อย่างนี้ชอบทำ ไม่มีอะไรต้องเขิน ต้องอาย เพราะทำแล้วสบายใจ มีความสุข ดีใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น" กุ้ยย้ง กล่าวถึงงานจิตอาสาที่เธอรัก 
 
          สุดท้ายแล้ว การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยจิตใจจิตอาสา กลับกลายเป็น "ยาขนานเอก" ที่่ช่วยบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตของ "กุ้ยย้ง" ให้ดีขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ และด้วยจิตใจที่ดีงามนี้เอง ได้ช่วยให้ "กุ้ยย้ง" ฝ่าฟันอุปสรรคครั้งสำคัญของชีวิตมาได้ จนปัจจุบันเธอได้รับการยอมรับจากคนอื่น และกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดังเดิม



 ครอบครัววิลเลี่ยม...คนจากแดนไกล แต่หัวใจไทยแท้
 
          เพราะความหลงใหลในเสน่ห์ของเมืองไทย ทำให้ ณ วันนี้ ครอบครัววิลเลี่ยม ครอบครัวใหญ่ชาวอเมริกัน ตัดสินใจมาตั้งรกรากที่เมืองไทยพร้อมกับสมาชิกอีก 15 ชีวิต แต่ที่นี่...พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้พักพิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะทุกวันนี้ "ครอบครัววิลเลี่ยม" ยังเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และประเพณีไทย เพื่อปรับตัวให้เป็นคนไทยอย่างแท้จริง
 
          "วันแรกที่มาถึงประหลาดใจมากที่เมืองนี้เป็นเมืองที่มีแต่รอยยิ้ม มีแต่ความสุภาพ อ่อนโยน การไหว้ที่อ่อนหวาน อีกทั้งยังมีความใจดีที่มอบให้เธออย่างที่ไม่พบเคยเจอที่ไหนมาก่อน เลยพาครอบครัวมาซื้อบ้านที่นี่ แล้วให้ลูก ๆ ของทั้ง 13 คน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม และประเพณีไทย เพราะอยากให้ลูกมีนิสัยที่น่ารักแบบคนไทย และได้เรียนรู้วัฒนธรรมแห่งการให้ อยากให้ความเป็นไทยหล่อหลอมความคิดอ่านของลูก ๆ ให้เป็นคนดี ... และสุภาพอ่อนน้อม เพียงแค่ครึ่งนึงของคนไทยก็พอ" คุณแม่ไข่มุก วิลเลี่ยม ผู้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทย บอกถึงความรู้สึกรักแรกพบประเทศไทย
 
          หลังจากการศึกษาร่ำเรียนวัฒนธรรมไทยจนเข้าใจดีแล้ว ก็ได้เวลาที่ครอบครัววิลเลี่ยมจะขอนำวัฒนธรรมไทยเหล่านี้ รวมทั้งการฝึกร้องเพลงไทย เพลงหมอลำ ซึ่งได้ คริสตี้ นักร้องลูกทุ่งชื่อดังมาช่วยฝึกซ้อม จัดแสดงให้คนไทยประจักษ์ในความสามารถกันเสียที บ่อยครั้งที่ครอบครัววิลเลี่ยมจะนำวัฒนธรรมไทยที่พวกเขาพร่ำเรียนรู้ไปสร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นประจำ ในฐานะอาสาสมัครที่มาให้กำลังใจผู้ป่วย จนคนไทยชื่นชอบและปรบมือให้ยกใหญ่ ด้วยความประทับใจในหัวใจรักความเป็นไทยของครอบครัวต่างชาติน่ารัก ๆ ครอบครัวนี้
 
          แม้แต่คนต่างชาติยังข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนรู้วัฒนธรรมไทย เราคนไทยก็อย่าปล่อยให้มรดกที่มีค่าเหล่านี้สูญสลายไปต่อหน้าต่อตานะคะ



น้ำใจงาม! สาวจีนกางร่มบังสายฝนให้ชายชราขาพิการ
 
 น้ำใจงาม! สาวจีนนิรนาม ลุยฝนกางร่มให้ชายชราขาพิการ
 
          ภาพของสาวจีนน้ำใจงามที่วิ่งถือร่มออกไปกางให้ชายชราขาพิการคนหนึ่ง ที่กำลังเคลื่อนล้อรถเลื่อนไปหาที่หลบฝนซึ่งตกหนัก กลายเป็นหนึ่งในภาพที่ชาวไซเบอร์เมืองจีนพูดถึงกันมากที่สุดประจำปี  ด้วยความประทับใจที่เห็นหญิงสาวคนนี้มีจิตใจงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ แม้ว่าสายฝนที่ตกหนักจะทำให้ร่มของเธอไม่สามารถต้านทานแรงฝนได้อยู่ จนเปียกปอนไปทั้งหญิงสาวและชายชรา แต่หญิงสาวก็มิได้หวั่นเกรงสายฝนยังคงพยายามช่วยเหลือบังสายฝนให้ชายชราผู้น่าเวทนาให้เปียกปอนน้อยที่สุด ท่ามกลางสายตาของใครหลายคู่ที่มองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า 
 
          เธอเป็นใคร? ไม่มีใครรู้ แต่เรื่องราวของเธอกลับสร้างความประทับใจไปทั่วโลกไซเบอร์ จนใคร ๆ ต่างก็ขนานนามเธอว่า "นางฟ้าที่สวยที่สุด" เพราะทุกคนได้เห็นความดีที่งดงามซึ่งอยู่ในจิตใจของหญิงสาวนิรนามผู้นี้นั่นเอง



 
 ฮีโร่! หนุ่มกว่างโจวไม่คิดชีวิต โดดช่วยคนจมน้ำจนตัวตาย
 
          ความมีน้ำใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่นลงท้ายกลับกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนทราบข่าวต้องหลั่งน้ำตาให้ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ชายชาวจีนนามว่า "หนิว จั้วเถา" อดีตนายทหารวัย 31 ปี ตัดสินใจกระโดดแม่น้ำจูเจียง ในเมืองกว่างโจว ลงไปช่วยหญิงสาวรายหนึ่งที่กำลังจะจมน้ำ แต่ในที่สุดแล้ว กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกลับพรากชีวิตของพลเมืองดี และหญิงผู้เคราะห์ร้ายให้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ สร้างความเศร้าสะเทือนใจให้กับบรรดาเพื่อน ๆ ของนายหนิวที่เห็นเพื่อนจมหายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่ภรรยา และลูกสาววัย 5 ขวบ ของนายหนิว เมื่อได้ทราบข่าวร้ายนี้ ก็ตกใจและร่ำไห้ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปก่อนวัยอันควร
 
          อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของนายหนิว พลเมืองดีผู้กล้าหาญครั้งนี้ ได้ทำให้ทางการเมืองกว่างโจวประกาศยกย่องให้นายหนิวเป็น "วีรบุรุษ" และขอให้ชาวจีนทั้งประเทศเอาเยี่ยงอย่างความกล้าหาญของนายหนิว นอกจากนี้ เรื่องราวของนายหนิว ยังเป็นการสะกิดสังคมของจีนที่กำลังเสื่อมโทรมอย่างแรง เพราะในขณะที่ชาวจีนหลายคนกำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และลืมคำว่า "มนุษยธรรม" ไปเสียหมดสิ้น กลับยังมีชายอีกคนหนึ่งอยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน พยายามยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คิดชีวิต แม้กระทั่งตัวตายก็ยังได้รับการสรรเสริญ และยกย่องให้เป็น "วีรบุรุษ"
 
          และนี่ก็คือ 15 คนแห่งปีที่มีแนวคิดดี ๆ และทำความดีเพื่อผู้อื่น ซึ่งกระปุกดอทคอมขอยกย่องให้พวกเขาเป็นบุคคลต้นแบบสังคมประจำปี 2554 เชื่อว่าใครที่ได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้ คงรู้สึกประทับใจในความดีของพวกเขา และเรื่องราวเหล่านี้อาจจะช่วยเปลี่ยนมุมมองของใครหลาย ๆ คน ให้มองเห็นว่า โลกของเราใบนี้น่าอยู่ขึ้นอีกมากเลย จริงไหมคะ?



วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

รายการคริส ดีลิเวอรี่

รายการคริส  ดีลิเวอรี่  chris delivery

ส่งความสนุกและคำศัพท์ภาษา อังกฤษร้อนๆให้ถึงบ้านเป็นประจำ  โดยสัปดาห์นี้ขอนำเสนอคำศัพท์ร้อนๆที่น่าสนใจด้วยภาพ  UNSEEN ฮาๆตลอดปี  56   ประเดิมนำทีมความฮากันด้วยเหล่านักแสดงตลกทั่วฟ้าเมืองไทย  ที่พากันมาวาดลีลาสปีคอิงลิชจนไฟแล่บ  ตั้งแต่   ธงธง  ม๊กจ๊ก,  โย่ง   เชิญยิ้ม,  หนูเล็กก่อนบ่าย,   จั๊กบุ๋ม  เชิญยิ้ม และชงความสนุกเพิ่มขึ้นไปอีกกับเหล่า แขกรับเชิญคนพิเศษ   เชียร์  ทิฆัมพร,  ป๊อป  ปองกูล,  ไก่  มีสุข,  โจโจ้   ไมอ็อกชิ,  ปีเตอร์  คอร์ป  ไดเรนดัล,  เอกชัย   ศรีวิชัย, โอ อนุชิต ฯลฯ  เรียกได้ว่างานนี้ห้ามกระพิบตากันเลยทีเดียว…!!!!








รถยนต์คันแรกของโลก

รถยนต์คันแรกของโลก





 


ในปี 1886 คาร์ล เบนซ์ ได้ พัฒนายนตรกรรมคันแรกของโลกที่ผลิตภายใต้แนวคิดแบบองค์รวม โดยมีการนำตัวยานพาหนะ และเครื่องยนต์มาผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันเพื่อสร้างระบบเครื่องจักรกลอันมี ประสิทธิภาพที่น่าทึ่งขึ้นเป็นครั้งแรก หมายเลขสิทธิบัตรของยนตรกรรมคันนี้ คือ DRP no. 37435 ที่ออกให้โดยสำนักงาน Imperial Patent Office เมื่อวันที่ 29 มกราคม ปี 1886 น้ำหนักโดยรวมของรถอยู่ที่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัม เฉพาะเครื่องยนต์อย่างเดียวก็หนักเกินกว่า 100 กิโลกรัม จึงทำให้ยนตรกรรมจากเบนซ์คันนี้มีน้ำหนักเบาเป็นอย่างมาก ระบบขับเคลื่อนก็มีความทันสมัยอย่างยิ่งในขณะนั้น ด้วยห้องเผาไหม้เชื้อเพลิงภายในของเครื่องยนต์เป็นแบบสูบเดียว 4 จังหวะที่ติดตั้งในแนวนอนช่วยสร้างศักยภาพในการระบายความร้อนตามแบบ Thermosyphon และระบบการหล่อหลื่นแบบ drip lubrication 
 โครงสร้างของตัวถังทำจากเหล็กที่ตัด เชื่อมให้โค้งงอเข้ารูป และด้วยเหตุที่เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหลังในกรณีเช่นที่ต้องเข็นรถจาก ทางด้านหลัง Karl Benz เกรงว่าจะเกิดปัญหาให้กับระบบพวงมาลัยซึ่งมีระบบที่แตกต่างไปจากยานพาหนะที่ ใช้กันอยู่ในขณะนั้น เขาจึงตัดสินใจให้รถยนต์คันแรกของมีเพียงสามล้อเท่านั้น โดยที่ล้อหน้าติดตั้งในลักษณะเหมือนกับล้อรถจักรยานและควบคุมการเคลื่อนที่ ด้วยแรงดึงจากเฟืองซึ่งเชื่อมต่อกับข้อเหวี่ยง(ป็นการใช้งานในขั้นตอนแรก เริ่มก่อนที่ Benz จะประดิษฐ์ระบบพวงมาลัยแบบ SdoubleOpivot ซึ่งเป็นต้นแบบที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งยิ่งต่อวงการยานยนต์ของโลกในปี 1893)
      
      Benz ได้ผลิตล้อแบบซี่ลวดและยางตันด้วยตัวของเขาเองมีเพียงขอบล้อเท่านั้นที่เป็น แบบ outsourced ล้อหน้าทำงานด้วยลูกปืนล้อส่วนล้อหลังงมีปลอกทำด้วยดีบุกหุ้มป้องกันการ เสียดสี ขับเคลื่อนด้วยโซ่ที่อยู่ด้านซ้ายและขวาขับเคลื่อนเพลาถ่วงดุลน้ำหนักเบาที่ ล้อหลังซึ่งจะส่งผลต่อตัวรถเช่นเดียวกับเพลาหลังแบบแข็งและสปริงรูปไข่
      
      รถ ยนต็คันแรกของโลกมีเพียงเกียร์เดียวและไม่มีเกียร์ถอยหลัง ความเร็วที่ใช้ในการขับเคลื่อนได้มาจากเพลาถ่วงดุลย์ที่ประกอบด้วยจานขับตัว หลักและเฟืองขับพร้อมทั้งตัวควบคุมรอบเดินเบา ลิ้นเปิดปิดควบคุมการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับเพลาถ่วงดุลย์ทำหน้าที่เช่น เดียวกับคลัทช์ การสตาร์ทเครื่องยนต์ทำโดยหมุนสายพานที่อยู่ระหว่างจานที่ควบคุมรอบเดินเบา กับจานขับหลัก ความเร็วที่ใช้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของปลอกลูกเลื่อนที่อยู่ใต้เบาะที่นั่ง คนขับ
      
      รถ คันที่โชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เมอร์เซเดส- เบนซ์ ณ เมืองสตุ๊ตต์การ์ตขณะนี้นั้นเป็นแบบจำลองจากของจริงที่ คาร์ล เบนซ์ผลิต เพราะเขาได้อุทิศให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในเมืองมิวนิค เมื่อปี 1906
      
ปีที่ผลิต 1886 
กำลังเครื่องยนต์ 0.55 กิโลวัตต์ (0.75 แรงม้า) ที่ 400 รอบต่อนาที 
ความจุกระบอกสูบ 954 cc 
ช่วงชักกระบอกสูบ 91.4 x 150 มิลลิเมตร 
ความเร็วสูงสุด 15 กิโลเมตร/ชั่วโมง 
น้ำหนัก 265 กิโลกรัม 

เครื่องบินโดยสารรุ่นแรกของโลก

เครื่องบินโดยสารรุ่นแรกของโลก

รัสเซียมีชื่อเสียงไม่น้อยเรื่องเครื่องบิน อย่างในเรื่องเครื่องบินโดยสาร พวกเขาก็ผลิตกันออกมาหลายรุ่นหลายแบบ แต่ดูเหมือนเครื่องบินโดยสารรัสเซียจะเป็นพวกเอาใจยาก เพราะเห็นว่าตกกันบ่อยเหลือเกิน เอะอะอะไรก็ตกแล้ว

เมื่อวันก่อน ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ต้องเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และก็เพิ่งได้รู้ว่า คนรัสเซียเป็นผู้เปิดศักราชเครื่องบินโดยสารของโลก



เครื่องบินโดยสารรุ่นแรกของโลกมีชื่อว่า “อิลเลีย มูราเมียซ  “ ( Ilya Muromets) ตามชื่อวีรบุรุษในตำนานของชาวยูเครน แต่อย่างเป็นทางการแล้วเครื่องบินรุ่นนี้ใช้ชื่อว่า Sikorsky S-22 มันถูกสร้างขึ้นมาในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเป็นเครื่องบินขนาด 4 เครื่องยนต์ 

“ อิลเลีย มูราเมียซ “ ปรากฏโฉมออกมาในปี 1913  ดีไซน์ของมันสำหรับยุคนั้น ต้องเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการเครื่องบินกันเลยทีเดียว เมื่อมีการพุ่งเป้าเพื่อให้มันเป็นเครื่องบินที่จะให้บริการด้านการพาณิชย์แบบหรูหรา มันจึงมีส่วนที่นั่งของผู้โดยสาร นอกจากนั้นก็ยังมีห้องน้ำบนเครื่องด้วย







แบบจำลอง ที่จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์

เครื่องบินรุ่นนี้ออกแบบโดยอิกอร์ ซิกอร์สกี้ โดยพัฒนามาจากเครื่องบิน Sikorsky S-21 “ รุสสกี้ วิเทียซ “ หรือ Le Grand เครื่องบิน 4 เครื่องยนต์รุ่นแรกของโลกที่ก็ออกแบบโดยซิกอร์สกี้เช่นกัน ซึ่ง Sikorsky S-21 มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการพัฒนาการบินของรัสเซีย และอุตสาหกรรมเครื่องบินแบบหลายเครื่องยนต์ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันให้โอกาสรัสเซียในการเป็นจุดกำเนิดของเครื่องบินโดยสารที่มีหลายเครื่องยนต์และบรรทุกผู้โดยสารได้หลายคน

แต่เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น มันก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดชั้นดี ด้วยการติดระบบทิ้งระเบิดเข้าไป เรื่องนี้จึงทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ 4 เครื่องยนต์ลำแรกของโลกด้วย ซึ่งในช่วงปีแรกๆของสงคราม ปรากฏว่ามันไม่มีคู่แข่งเลย เพราะฝ่ายข้าศึกไม่มีเครื่องบินขนาดพอฟัดพอเหวี่ยงกับมัน  จนกระทั่งในอีกหลายปีต่อมา 



ซิกอร์สกี้ออกแบบและสร้าง “ อิลเลีย มูราเมียซ “ ที่โรงงาน Russo-Baltic Carriage Factory หนึ่งในโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกๆของรัสเซียที่เมืองริก้า  ( ปัจจุบันคือเมืองหลวงของลัตเวีย ) เมื่อปี 1913 โดยหวังจะให้มันเป็นเครื่องบินโดยสารระดับหรู ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินที่ผู้โดยสารจะมีส่วนของผู้โดยสารโดยเฉพาะ มีที่นั่งอย่างดี มีห้องนอน เล๊าจ์ หรือแม้กระทั่งห้องน้ำ ห้องนักบินก็กว้างขวาง ผู้โดยสารหลายคนสามารถไปนั่งดูการทำงานของนักบินได้ ลำตัวเครื่องก็เปิดได้ทั้งสองด้าน ทำให้ช่างเครื่องยนต์สามารถปีนออกไปที่ปีกเพื่อซ่อมเครื่องขณะที่เครื่องกำลังบินได้ สำหรับระบบทำความร้อนในเครื่องบินนั้น อาศัยความร้อนจากไอเสียที่ต่อท่อกลับเข้ามาในเครื่องบิน ส่วนแสงไฟฟ้าได้มาจากเครื่องปั่นไฟที่อาศัยพลังงานลม



แม้การออกแบบจะล้ำยุค แต่สำหรับระบบช่วยบินนั้น ปรากฏว่ายังเป็นแบบเดิม ไม่มีอะไรใหม่แต่อย่างใด

วันที่ 10 ธันวาคม 1913 “ อิลเลีย มูราเมียซ “ หมายเลข 107 ได้ออกบินครั้งแรก พอวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1914 มันก็ออกบินโชว์พร้อมด้วยผู้โดยสารบนเครื่อง 16 คน ซึ่งถือเป็นสถิติโลกสำหรับเรื่องของจำนวนผู้โดยสารช่วงเวลานั้น จากสถิตินี้ และอื่นๆทำให้พระเจ้าซาร์นิโคลัส ที่ 2 ทรงพระราชทานเครื่องราชฯ Order of St. Vladimir ชั้นที่ 4 ให้กับซิกอร์สกี้ รวมทั้งให้อภิสิทธิ์ ไม่ต้องเข้ารับราชการทหารในช่วงสงคราม เพื่อให้เขาเดินหน้าการพัฒนาเครื่องบินต่อไปได้ นอกจากนั้นยังพระราชทานชื่อ “ เคียฟสกี้ “ ให้กับเครื่องบินหมายเลข 107 ด้วย ขณะที่รัฐสภาก็เสนอจะให้เงินสนับสนุนการทำงานของเขา 100,000 รูเบิ้ล



ในการพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้ต่อ ซิกอร์สกี้ได้ทดสอบติดขาพิเศษเพื่อให้มันลงจอดบนพื้นหิมะ และในน้ำได้ด้วย ซึ่งหากไม่เกิดสงคราม มันก็คงจะได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องบินโดยสารไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อใกล้จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซิกอร์สกี้ได้ดัดแปลงให้มันเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด ที่สามารถบรรทุกระเบิดได้ 800 กิโลกรัม ติดปืน 9 กระบอกรอบตัวเพื่อใช้สำหรับการป้องกันตัว ในส่วนของเครื่องยนต์ก็ติดเกราะหนา 5 มิลลิเมตร โดยสำหรับเวอร์ชั่นการทหารในครั้งนี้  มันถูกออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับภารกิจการบินไกล

ตอนสงครามเริ่ม รัสเซียมีเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นนี้แค่ 2 ลำ แต่ก็เร่งสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ พวกมันออกทำหน้าที่ทิ้งระเบิดครั้งแรกเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 1915 โดยเป็นการโจมตีแนวรบของเยอรมัน  พวกเยอรมันไม่ค่อยอยากส่งเครื่องบินรบออกไปจัดการกับเครื่องบินทิ้งระเบิดยักษ์ลำนี้  จากเหตุผลทั้งความใหญ่โตของมัน และจากอาวุธปืนรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนที่หาง รัสเซียเสียเจ้ายักษ์ลำแรกไปในการสู้รบเมื่อ 12 กันยายน 1916  และก็เป็นลำเดียวที่เสียไปในการสู้รบของสงครามครั้งนี้



ระหว่างปี 1913 – 1918 รัสเซียสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบนี้ออกมา 73 ลำ ซึ่งพวกมันก็ได้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ด้านการเปิดศักราชทางด้านการบินมากมาย ทั้งการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินทิ้งระเบิดหนัก การจัดฝูงบินทิ้งระเบิดเพื่อเป้าหมายข้าศึก การโจมตีตอนกลางคืน การประเมินความเสียหายจากการทิ้งระเบิดด้วยภาพถ่าย นอกจากนั้นก็มีเรื่องของการพัฒ นายุทธศาสตร์ในการสู้รบกลางอากาศกับเครื่องบินขับไล่หลายลำของเครื่องบินทิ้งระเบิด และจากการพัฒนาระบบอาวุธ ทำให้ความแม่นยำในการทิ้งระเบิดสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์

รวมแล้วในสงครามโลก พวกมันออกบินกว่า 400 เที่ยว ทิ้งระเบิดไป 65 ตัน พอถึงปี 1916 หลายประเทศเริ่มผลิตเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบนี้ขึ้นมาบ้างโดยใช้มันเป็นต้นแบบ ขณะที่รัฐบาลรัสเซียและซิคอร์สกี้เองก็ขายใบอนุญาตให้รัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศสนำไปผลิตเองได้ เยอรมันเองก็พยายามก็อปปี้มันโดยเก็บซากเครื่องบินที่ถูกยิงตกเมื่อปี 1916 ไปศึกษา

แต่สำหรับฝ่ายรัสเซีย มองว่าการพัฒนามันมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว การติดอาวุธ การปรับแต่งต่างๆทำให้เครื่องบินหนักเกินไป พัฒนาการของวงการอุตสากรรมการบินและโรงงานตอนนั้นก็พัฒนาไปเร็วมาก ทำให้เกิดเครื่องบินรุ่นใหม่ออกมามากมาย เครื่องบินทิ้งระเบิดของประเทศอื่น ตอนนี้ก็บินได้เร็วกว่ามันเสียอีก ซิคอร์สกี้ ก็เลยหันไปพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่แทน

หลังการปฏิวัติปี 1917 ยังคงมีการผลิตมันออกมาอีกไม่กี่ลำ โดยบางลำถูกนำมาใช้ตามเป้าประสงค์เดิมของมันคือการเป็นเครื่องบินโดยสาร “ อิลเลีย มูราเมียซ  “ เวอร์ชั่นเครื่องบินโดยสารลำสุดท้ายปลดระวางไปเมื่อ 10 ตุลาคม 1922 ปีเดียวกับ “อิลเลีย มูราเมียซ  “ เวอร์ชั่นทิ้งระเบิด

รวมแล้ว มีการเครื่องบินรุ่นนี้ออกมาทั้งสิ้น 85 ลำ 

วัฒนธรรมออสเตรเลีย

วัฒนธรรมออสเตรเลีย




ประชากรดั้งเดิมของออสเตรเลียเชื่อกันว่ามีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในโลก คือชาวเผ่าอะบอริจินได้อาศัยอยู่ในออสเตรเลียมานานกว่า 50,000 ปี ความแข็งแกร่งและความอดทนมุ่งมั่นได้ช่วยให้พวกเขาสามารถอยู่รอดปลอดภัยในทวีปซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยแห่งนี้ ชาวยุโรปได้เดินทางมาตั้งถิ่นฐานในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และออสเตรเลียได้เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องพร้อมด้วยผู้อพยพที่เดินทางมาจากทั้งทวีปยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชีย

ปัจจุบันประเทศออสเตรเลียมีประชากรที่มีความหลากหลายทางวัฒธรรมขนาดใหญ่ โดยมีประชากรประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์ที่เกิดในต่างประเทศและอีกเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ที่มีต้นกำเนิดทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานกัน ด้วยการผสมผสานของผู้คนเช่นนี้ คุณจะได้พบกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมอันมั่งคั่งในรูปแบบเทศกาลวรรณกรรม ศิลปะและหัตถกรรม ดนตรี ละครเวทีและการเต้นรำเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมพื้นเมือง อาณานิคมและวัฒนธรรมอื่นๆ

คุณภาพชีวิตในออสเตรเลียอยู่ในระดับสูงมาก ด้วยบริการสาธารณะชั้นยอด อัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำและค่าครองชีพที่เหมาะสม อาหารการกินมีส่วนสำคัญในชีวิตทางสังคม โดยชาวออสเตรเลียชื่นชอบการรับประทานบาร์บีคิวในบรรยากาศสบายๆและไม่เป็นทางการหรือที่เรียกว่า "บาร์บี้ส์" ร่วมกับเพื่อนฝูงและครอบครัว อาหารท้องถิ่น ได้แก่ อาหารทะเล ผลิตภัณท์ในท้องถิ่นและการผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ นอกจากนี้กลุ่มเชื้อชาติอันหลากหลายยังมีส่วนสร้างสีสันให้แก่ศิลปะการปรุงอาหารของออสเตรเลียอีกด้วย ตั้งแต่อาหารกรีกจนถึงเวียดนาม กวางตุ้งและอินเดีย คุณสามารถอ่านคู่มือแนะนำเมืองเพื่อเรียนรู้ข้อดีและข้อด้อยของจุดหมายปลายทางหลักด้านการเรียนของประเทศออสเตรเลีย

 

คู่มือแนะนำเมือง


ซิดนีย์

ซิดนี่ย์เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด คึกคักที่สุดและหลากหลายที่สุดของประเทศออสเตรเลีย โดยมีชื่อเสียงจากท่าเรือ Sydney Harbour ที่ส่องประกายระยิบระยับ คุณจะรู้สึกเกรงขามในความงดงามเมื่อคุณนั่งเรือข้ามฟากหรือขับรถข้ามผืนน้ำอันน่าทึ่งนี้ เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันน่าประทับใจของเมืองโดยการเดินเล่นผ่านย่าน The Rocks เล่นกระดานโต้คลื่นที่หาด Bondi Beach อันมีชื่อเสียงหรือเดินชมวิวไปตามถนนเลียบท่าเรือที่มีทัศนียภาพงดงาม หรือมุ่งหน้าไปยัง Manly เพื่อรับแสงอาทิตย์ สัมผัสหาดทรายและความสนุกสนานนอกเมือง ชีวิตในเมืองซิดนี่ย์เป็นชีวิตกลางแจ้ง ทุกที่ที่คุณไปคุณจะเห็นผู้คนเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยานหรือแล่นเรือใบ ชายหาดอันมีชีวิตชีวา ร้านกาแฟมากมายตั้งอยู่เรียงรายและท่าเรือที่เต็มไปด้วยเรือใบ

ชาวเมืองซิดนี่ย์ชื่นชอบอาหารและคุณจะได้พบกับภัตตาคารที่ตรงกับรูปแบบการใช้ชีวิต งบประมาณหรือรสนิยมของคุณแน่นอน ลองไปที่ไชน่าทาวน์เพื่อชิมอาหารเอเชียราคาถูกแสนอร่อย Surry Hills และ Darlinghurst มีภัตตาคาร คาเฟ่และบาร์อันทันสมัย ส่วนที่เขตชานเมืองแห่งแฟชั่นที่ Paddington ก็มีผับเก่าแก่ชั้นดีบนถนนอันร่มรื่น ร้านบูติคและบ้านสไตล์เทอเรซที่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี

สวนสัตว์ Taronga Zoo เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยี่ยมชมของเมือง โดยตั้งอยู่ริมท่าเรือ Sydney Harbour ที่นี่เป็นสถานที่อันยอดเยี่ยมสำหรับการชมสัตว์ป่าพื้นเมืองของออสเตรเลีย พิพิธภัณท์ศิลปะร่วมสมัย (MCA) ที่มองเห็น Circular Quay ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่น่าเยี่ยมชมเช่นเดียวกับส่วนแสดงที่เกี่ยวกับชาวอะบอริจินที่พิพิธภัณท์ออสเตรเลีย จากนั้นเดินสำรวจ the Rocks ท่ามกลางอาคารหินทรายอันเก่าแก่และเรียนรู้เกี่ยวกับอดีตยุคอาณานิคมของซิดนี่ย์ที่พิพิธภัณท์ Susannah Place ตบท้ายด้วยไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยวรวมถึงชาวเมืองนี้ด้วย คือการชมการแสดงที่ Sydney Opera House อันสวยงาม

เดินทางออกจากเมืองซิดนี่ย์ไปยัง Hunter Valley ซึ่งเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวในวันหยุดสัปดาห์ที่ได้รับความนิยมสำหรับชาวเมืองนี้ ด้วยโรงผลิตไวน์มากมายและจุดรับประทานอาหารชั้นดี รวมถึงไปปีนเขาที่ Blue Mountains หรือเพียงแค่สูดอากาศบริสุทธิ์ของภูเขาก็เป็นกิจกรรมสำหรับผู้ที่เดินทางมายังเมืองซิดนี่ย์ไม่ควรพลาด

เมลเบอร์น 


เมลเบอร์นเมืองใหญ่อันดับสองของออสเตรเลียเป็นเมืองที่มีความคึกคักและหลากหลายทางวัฒนธรรมพร้อมด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมอันมีชีวิตชีวาอันเป็นผลมาจากการผสมผสานอย่างลงตัวของศิลปะ แฟชั่นและศิลปะการปรุงอาหาร หากคุณมีโอกาสไปเยือนเมลเบอร์น ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศให้เต็มที่ด้วยการเดินเล่นไปตามถนนสไตล์ยุโรปอันเขียวชอุ่มหรือเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเดินถนนอันมีชื่อเสียง อ่านหนังสือในร้านกาแฟหรือสวนสาธารณะ รวมถึงชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของ Federation Square เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์ของเมืองเมลเบอร์นอย่างแท้จริง คุณควรนั่งรถรางที่แล่นไปรอบเมืองหรือเพื่อความเป็นชาวเมืองเมลเบอร์นแท้ๆก็ต้องขี่จักรยานและเพลิดเพลินไปกับเมืองที่มีบรรยากาศสบายๆแต่มีชีวิตชีวาอันเต็มไปด้วยสิ่งดีๆในชีวิต

ออกนอกเขตธุรกิจใจกลางเมืองไปยัง Fitzroy ซึ่งมีร้านกาแฟอันทันสมัย ร้านค้าอันเป็นเอกลักษณ์และหอศิลปะทางเลือก หรือไปที่ St Kilda ที่มีอากาศเย็นสบายของชายหาดเพื่อนั่งพักผ่อนหย่อนใจและซึมซับบรรยากาศ เดินเล่นไปตามแนวชายฝั่ง ช็อปปิ้งที่ร้านบูติคหรือจิบกาแฟในร้านหนังสืออิสระที่มีอยู่หลายร้านและร้านกาแฟสไตล์เก๋ๆ


เมื่อเอ่ยชื่อเมืองเมลเบอร์นจะไม่กล่าวถึงฟุตบอลลีกอันมีชื่อเสียงของออสเตรเลียไม่ได้เลย (หรือ "ฟุตตี้" ที่เป็นที่รู้จักกัน) โดยชาวเมืองเมลเบอร์นนิยมกีฬาชนิดนี้เป็นอย่างมาก ลองเข้าไปชมการแข่งขันสักครั้ง เช่นเดียวกับการเข้าไปชมการแข่งขันใน MCG (สนามคริกเก็ตเมลเบอร์น) ก็เป็นกิจกรรมที่แฟนกีฬาไม่ควรพลาด
เมื่อเดินทางออกจากเมืองเมลเบอร์นก็มีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น การเดินทางไปตามถนน Great Ocean Road ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางถนนที่มีทัศนียภาพงดงามที่สุดสายหนึ่งของโลก หรือเดินทางไปยัง Momington Peninsula อันสวยงามหรือเยี่ยมชมโรงผลิตไวน์ที่ Yarra Valley นอกจากนี้รัฐวิคตอเรียยังมีสถานที่เล่นสกีที่ดีที่สุดของออสเตรเลียที่ Falls Creek ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเมลเบอร์นเพียง 4.5 ชั่วโมงโดยรถยนต์

ชาวเมืองเมลเบอร์นสนุกสนานกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการกิน ดื่ม เต้นรำหรือชมงานกิจกรรมด้านศิลปะ กีฬาหรือดนตรี มีคำเตือนเล็กน้อย เมื่อคุณออกไปท่องเที่ยวในเมืองเมลเบอร์น ควรสวมเสื้อผ้าเผื่อสักสองสามชั้น เนื่องจากเมืองนี้สามารถมี "สี่ฤดูกาลในวันเดียว"

บริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ 

แม้ว่าจะถูกบดบังรัศมีในช่วงเวลาที่ผ่านโดยเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างซิดนี่ย์และเมลเบอร์น เมืองบริสเบนได้เจริญเติบโตจนเป็นหญิงสาวที่มีสัดส่วนงดงามซึ่งเต็มไปด้วยสีสัน ที่นี่เป็นเมืองอันเขียวชอุ่มร่มรื่นและน่าอยู่อาศัยอย่างยิ่ง ในฐานะเมืองหลวงของรัฐควีนส์แลนด์ (หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า Sunshine State) เมืองบริสเบนหรือ "บริสซี่" มีบรรยากาศผ่อนคลาย สภาพภูมิอากาศอบอุ่นแบบเขตร้อนและแวดวงดนตรี ศิลปะและร้านกาแฟอันมีชื่อเสียง ทำให้เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่อาศัยที่สุดในประเทศออสเตรเลีย เป็นเมืองใหญ่ที่มีทัศนคติแบบเมืองเล็ก อันเป็นผลมาจากอุปนิสัยที่เป็นมิตรและจริงใจของชาวเมืองที่คุณจะไม่พบเห็นในที่แห่งใดในประเทศออสเตรเลีย ลองเดินเล่นไปตามถนนริมแม่น้ำหรือเยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์ ที่นี่เป็นเมืองที่ง่ายต่อการสำรวจท่องเที่ยวและมีผับชั้นดีให้หยุดแวะพักหรือชิมอาหารทะเลสดใหม่ที่ภัตตาคารชั้นยอดที่มีอยู่มากมายหลายร้าน
ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดราชการ ชาวเมืองบริสเบนจะมุ่งหน้าไปสู่ชายหาด โดยมีการคมนาคมทางรถยนต์ที่สะดวกง่ายดายไปสู่แหล่งท่องเที่ยววันหยุดที่ได้รับความนิยมที่สุดหลายแห่งของออสเตรเลีย เช่นอ่าวสำราญ Byron Bay เมือง Noosa อันมีระดับและเสน่ห์น่าหลงใหลและเกาะ Fraser Island ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หากคุณได้อยู่ในบริสเบนสักช่วงเวลาหนึ่ง อย่าพลาดการไปเยือน Gold Coast เพื่อสนุกสนานไปกับสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นสุดมันส์
แอดิเลด รัฐเซาธ์ออสเตรเลีย 

แอดิเลดเป็นหนึ่งในเมืองหลวงของรัฐอันเงียบสงบแต่อย่าให้สิ่งนี้ทำให้คุณพลาดการได้มาสัมผัสกับเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันน่าทึ่งแห่งนี้ ที่นี่เป็นเมืองแห่งสวนสาธารณะ สวนดอกไม้และถนนกว้างใหญ่ที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้อันร่มรื่นพร้อมด้วยพุ่มไม้เขียวชอุ่ม ภูเขาและไร่องุ่นที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณ ด้วยชื่อเสียงในฐานะ "เมืองแห่งโบสถ์วิหาร" และสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมและโบสถ์วิหารมากมายซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยผู้อพยพชาวเยอรมัน ทำให้เมืองนี้มีบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์สำหรับการเดินเล่นไปรอบๆเมือง แอดิเลดได้กลายเป็นเมืองนานาชาติเนื่องด้วยการเดินทางมาตั้งถิ่นฐานของผู้อพยพและยังคงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของยุโรปไม่เพียงแค่ไวน์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้มาตั้งถิ่นฐานชาวอังกฤษที่ได้นำสีสันแบบชาวอังกฤษมาสู่เมืองนี้ รวมถึงยังมีพิพิธภัณท์และหอศิลปะที่น่าสนใจหลายแห่ง ที่น่าไปเยี่ยมชมที่สุด คือพิพิธภัณท์ผู้อพยพซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้อพยพที่เดินทางมายังดินแดนนี้และได้ก่อร่างสร้างเมืองอันงดงามแห่งนี้
แอดิเลดมีสถานที่รับประทานอาหารต่อประชากรมากกว่าเมืองอื่นๆในออสเตรเลีย ด้วยเหตุนี้คุณจะไม่มีวันขาดแคลนเรื่องอาหารการกิน โดยมีอาหารราคาไม่แพง เช่นลักซา บะหมี่และซูชิที่ Central Markets
ชาวเมืองแอดิเลดชื่นชอบไวน์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเนื่องจากหนึ่งในสามของไวน์ออสเตรเลียมีการผลิตห่างจากเมืองแอดิเลดไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เขต Barossa อันมีชื่อเสียงอยู่ห่างออกไปเพียงหนึ่งชั่วโมงและการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงผลิตไวน์เป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยี่ยมเยือนเมืองนี้ โดยมีรถบัสทัวร์มากมายให้บริการจากเมืองแอดิเลดหรือคุณอาจเลือกนั่งรถไฟ Barossa Wine รวมถึงเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
หากคุณยังไม่พบเห็นจิงโจ้ ไม่มีที่ใดที่จะเหมาะไปกว่า Kangaroo Island คุณสามารถนั่งเครื่องบินหรือเรือข้ามฟากเพื่อไปยังเกาะอันงดงามแห่งนี้และพักค้างคืนสักวันหรือสองวันเพื่อสำรวจอุทยานแห่งชาติและชายหาดต่างๆซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของแมวน้ำ หงส์ดำ หมีโคอาล่า นกกระทุง นกเพนกวิน วอลลาบี้และแน่นอน จิงโจ้!
เพิร์ธ 

เพิร์ธเป็นเมืองแห่งอากาศบริสุทธิ์และแสงตะวัน ซึ่งคุณจะได้สัมผัสเพื่อเดินทางท่องเที่ยวไปตามแม่น้ำ Swan อันงดงามและชมผู้คนในท้องถิ่นมีความสุขกับการปิคนิค จ๊อกกิ้ง เดินเล่นและเพลิดเพลินไปกับเมืองอันสะอาดและมีชีวิตชีวาด้วยสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (และเสน่ห์อันน่าหลงใหล!)

นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาและคึกคักไปด้วยชายหาดและวัฒนธรรมแบบชนบท เช่นเดียวกับเมืองซิดนี่ย์ เพิร์ธมีชายหาดทรายสีขาวระยิบระยับที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ชายหาด Cottesloe อันสวยงามทางตอนใต้เป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมพร้อมด้วยร้านกาแฟมากมายและเหมาะสำหรับการว่ายน้ำ ส่วนชายหาด Scarborough และ Trigg ก็ได้รับความนิยมในหมู่นักเล่นกระดานโต้คลื่น นอกจากนี้เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทเหมืองแร่มากมายซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้แก่เมือง

เพิร์ธอาจเป็นเมืองที่สันโดษที่สุดในโลกแต่ก็มีกิจกรรมท่องเทียวมากมายนอกเมือง อย่าพลาดการไปเยี่ยมชมเกาะ Rottnest ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งเพียง 19 กิโลเมตรที่ซึ่งมีอ่าวอันเงียบสงบ ปะการังอันน่าทึ่ง สัตว์ทะเลอันอุดมสมบูรณ์และน้ำทะเลอบอุ่นและใสสะอาดที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการว่ายน้ำ ดำน้ำ สน๊อร์คเกิ้ลหรือตกปลา
ออกนอกเมืองเพิร์ธไปเพียง 19 กิโลเมตร Freemantle เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์พร้อมด้วยท่าเรือที่ยังคงเปิดใช้งานอยู่ อาคารและโรงเก็บสินค้ายุควิคตอเรียที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี รวมถึงมีร้านกาแฟ ผับอันเก่าแก่และพิพิธภัณท์ต่างๆ หรือไปที่แม่น้ำ Margaret เพื่อชิมไวน์คุณภาพชั้นยอดของออสเตรเลียและเพลิดเพลินไปกับชายหาดอันสวยงาม
แคนเบอร์ร่า

แคนเบอร์ร่าเป็นเมืองหลวงของประเทศออสเตรเลียและตั้งอยู่บนทำเลที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และการทูตระหว่างเมืองซิดนี่ย์และเมลเบอร์น โดยเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลางออสเตรเลียแต่ก็มีบรรยากาศของเมืองแห่งการศึกษาเนื่องจากดูเหมือนว่าจะเห็นจักรยานมากกว่ารถยนต์บนท้องถนน แต่ในความเป็นจริงแล้วเมืองแคนเบอร์ร่าเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการขี่จักรยานไปรอบเมือง ซึ่งไม่เหมือนกับเมื่องใหญ่อื่นๆส่วนมากที่แออัดไปด้วยการจราจรที่ติดขัดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เมืองแคนเบอร์ร่าเป็นชุมชนที่มีการวางผังเมืองอย่างดีและเป็นระเบียบอย่างมาก ถนนกว้างที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้จาก Capital Hill ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐสภา รวมถึงเมืองนี้ยังมีบรรยากาศของสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพื้นที่โล่งกว้างและทุ่งหญ้า

มีกิจกรรมให้ชมและให้ทำมากมายในเมืองหลวงที่สะอาดและเงียบสงบแห่งนี้ พิพิธภัณท์แห่งชาติออสเตรเลียเป็นสถานที่ที่ควรไปเยี่ยมชม พิพิธภัณท์อันทันสมัยนี้มีเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้อาคารรัฐสภายังเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าไปเยี่ยมชมและมีหอศิลปะให้เพลิดเพลินกับงานศิลปะอีกด้วย คุณอาจสามารถใช้เวลาสองสามวันที่นี่ได้เพียงแค่เยี่ยมชมพิพิธภัณท์และอาคารต่างๆของรัฐบาลให้ครบทุกแห่ง

เดินทางออกจากเมืองแคนเบอร์ร่าเพียงสองสามชั่วโมง คุณจะมาถึงรีสอร์ทสกีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลียที่มีชื่อว่า Perisher Blue และ Thredbo ซึ่งเป็นสถานที่อันยอดเยี่ยมสำหรับการเล่นสกีในฤดูหนาว นอกจากนี้ในช่วงเวลาอื่นๆของปีก็ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการการขี่จักรยานภูเขาและการไต่เขาอีกด้วย
โฮบาร์ท แทส

เมืองโฮบาร์ทอยู่ใกล้กับขั้วโลกใต้มากกว่าเมืองเพิร์ธและเช่นเดียวกับเมืองซิดนี่ย์ ชีวิตในเมืองโฮบาร์ทมีท่าเรือเป็นจุดศูนย์กลาง เมื่อไปที่ริมฝั่งทะเลคุณจะได้ซึมซับกับบรรยากาศของเมืองนี้ที่ Salamanca Place และสามารถเยี่ยมชมหอศิลปะ ร้านกาแฟ ผับ บาร์และตลาดวันเสาร์อันน่าตื่นตาตื่นใจ หรือคุณอาจเดินเล่นไปรอบ Battery Point และชมกระท่อมหินยุคอาณานิคมและแวะจิบชาหรือเดินเตร็ดเตร่ไปตามร้านค้าและผับยุคโบราณ

เมืองโฮบาร์ทเป็นเมืองขนาดเล็กแต่ก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและสีสัน หากคุณชื่นชอบกิจกรรมทางวัฒนธรรม พิพิธภัณท์และหอศิลปะแทสเมเนียและสวนพฤกษศาสตร์เป็นสถานที่ที่น่าเยี่ยมชมและให้บริการฟรี ชาวเมืองนี้มีความเป็นมิตรกว่าเมืองหลวงของรัฐบางเมืองและด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากความงามทางธรรมชาติของแทสเมเนียทำให้เหมาะสำหรับการสำรวจดินแดนสวรรค์อันเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์แห่งนี้

ดาร์วิน รัฐนอร์ทเทิร์นเทอริทอรี่ 

การเดินทางไปยังเมืองหลวงทางตอนเหนือสุดของออสเตรเลียที่เมืองดาร์วิน (ตั้งชื่อตาม ชาร์ลส ดาร์วิน) อาจทำให้คุณเหมือนอยู่ในทวีปเอเชียแล้ว ด้วยอากาศร้อนและฝนแบบเขตร้อน (ในช่วงฤดูฝน) ร่วมด้วยทัศนคติแบบสบายๆจะเป็นประสบการณ์ในออสเตรเลียที่แตกต่างอย่างมากจากที่อื่นๆ ชาวเมืองนี้จะสวมรองเท้าแตะและกางเกงขาสั้นและมีสวนสาธารณะอันสวยงามและร้านค้าเพื่อเลือกซื้องานศิลปะของชาวอะบอริจิน ผู้คนส่วนใหญ่เดินทางมาที่นี่ระหว่างทางไปยังอุทยานแห่งชาติ Kakadu แต่อาจพักอยู่ที่นี่สองสามวัน (หรือนานกว่านั้น) ซึ่งคุณจะได้มีโอกาสชมสัตว์ป่าที่น่าชมและเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันวุ่นวายของเมืองนี้

นอกเมืองดาร์วินที่สวนสัตว์ Territory Wildlife (61 กิโลเมตรไปทางใต้) เป็นสถานที่อันยอดเยี่ยมสำหรับการชมสัตว์ป่าพื้นเมืองของรัฐนอร์ทเทิร์น เทอริทอรี่ เช่นแมงมุม จระเข้และสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ

เพียง 90 นาทีจากเมืองดาร์วินคุณจะไปถึงหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ซ่อนตัวอยู่ของออสเตรเลียนั่นคือ Litchfield Park ซึ่งเป็นสวนเขตร้อนที่มีน้ำตก ป่าและสระว่ายน้ำตามธรรมชาติ ที่นี่มีขนาดเล็กกว่า Kakadu แต่ก็สวยงามไม่แพ้กัน คุณสามารถแช่น้ำเล่นในสระน้ำใต้น้ำตกที่ Florence Falls หรือ Wangi Falls และคุณจะประทับใจกับที่นี่ คุณสามารถเข้าไปยังอุทยานได้ฟรี น่าสนใจใช่มั๊ยล่ะ!

ประวัติ ช็อกโกแลต


ประวัติ ช็อกโกแลต



ช็อกโกแลตค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (cacao) ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา จัดอยู่ในตระกูล Theobroma cacao แปลว่า "อาหารแห่งทวยเทพ"
ชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณที่อยู่ในเม็กซิโก และอเมริกากลาง ชนกลุ่มนี้ได้แก่ชาวมายา และชาวแอซเทค แห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา คนเหล่านี้เอาเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่องปรุงหลายชนิดเพื่อทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสขมเฝื่อน นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเชิงศาสนาและสังคมด้วย
ชาวมายา (ค.ศ. 250-900) เป็นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ค้นพบความลับของต้นคาเคา โดยพวกเขาได้นำต้นคาเคามาจากป่าฝนและปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คั่วบ้าง และยังบดเป็นเนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไทยกับแป้งข้าวโพด ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟองฟ่อง
ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทคครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบันเรียกว่า เม็กซิโก ซิตี้ ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น และยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคา โดยใช้แทนค่าเงิน ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก โดยปรุงรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้นยังไม่มีใครปลูกอ้อยก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาลกัน
เล่ากันว่า คนมายายุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ ขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่วนชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้ ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา เพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ
สำหรับที่มาของชื่อช็อกโกแลตนั้นยังไม่มีใครอธิบายได้แจ่มชัด แต่มีความเป็นไปได้สองทาง ทางแรกเป็นคำที่ผันมาจากคำว่า "ช็อคโกลัจ" ในภาษามายา ซึ่งหมายถึง มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน อีกทางหนึ่งอธิบายว่าน่าจะมาจากภาษามายาเช่นกัน คือ " chocol" แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า "atl" ของแอซเทคที่แปลว่า น้ำ พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า chocolatl และมาเป็น chocolate ต่อมาในยุโรป
โดยความเชื่อของชาวแอชเต็คส์ ประเทศเม็กซิโก "เมล็ดโกโก้เป็นอาหารที่เทพเจ้ามอบให้เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่สวรรค์" เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ซึ่งทำให้พวกเขานำเมล็ดโกโก้มาทำเป็นเครื่องดื่มนั่นก็คือ "น้ำช็อกโกแลต" ต่อมานายเออร์นัน คอร์เตชนักสำรวจชาวสเปนแล่นเรือมาพบกับชาวแอชเต็คส์ ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่กับชาวแอชเต็คส์และร่วมดื่มน้ำช็อกโกแลตด้วยกัน และนายคอร์เตชได้นำเมล็ดโกโก้กลับประเทศเพื่อลองทำเครื่องดื่มดูบ้าง และแต่งเติมรสให้หวานขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในสเปน จนในมี่สุด นายคอนราด เจ แวนฮูเตนท์ ชาวดัชได้ค้นพบการทำช็อกโกแลตแบบแท่ง เม็ด และผง[ต้องการอ้างอิง]

ช็อกโกแลตในยุโรป

ก่อนหน้าคริสต์ศตวรรษที่ 15 คนยุโรปยังไม่มีใครรู้จักเครื่องดื่มชนิดนี้ สเปนเป็นประเทศแรกที่ออกเดินทางแสวงหาความมั่งคั่งสู่ทวีปอเมริกา และได้พบกับเครื่องดื่มที่มีรสชาติอมตะของช็อกโกแลต
หลังจากสเปนมีชัยเหนือชาวแอซเทคแล้ว พวกเขาได้นำเอาช็อกโกแลตกลับประเทศด้วย และกลายเป็นที่นิยมชมชอบในราชสำนักอย่างรวดเร็ว ภายในช่วงเวลา 100 ปี ความหลงใหลที่มีต่อช็อกโกแลตได้ขยายตัวลุกลามไปทั่วยุโรป
ก่อนหน้าที่เฮอร์นาน คอร์เตส ขุนพลของสเปนจะมีชัยเหนือเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1521 อาจเคยมีนักสำรวจยุคแรกเคยเห็นต้นคาเคาในอเมริกากันมาบ้างแล้ว แต่สเปนกลับเป็นชาติแรกของยุโรปที่ค้นพบรสชาติที่เลิศล้ำของช็อกโกแลต การติดต่อกันระหว่างชาวสเปนและชาวแอซเทคได้เปิดประตูให้สองชาติได้แลกเปลี่ยนความคิดและเทคโนโลยีแก่กัน และตลาดยุโรปก็ได้รู้จักกับอาหารชนิดใหม่อย่างจากต้นคาเคา
สงครามในปี ค.ศ. 1521 คอร์เตสนำทหารเข้าสู้รบกับทหารของมอนเตซูมาจนได้รับชัยชนะ ทหารสเปนได้บังคับให้ขุนนางชาวแอซเทคนำทรัพย์สมบัติมาให้พวกตน ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ คาเคา ซึ่งถือเป็นทรัพย์ และมีค่าใช้แทนเงินตราจึงกลายมาเป็นทรัพย์ที่ยึดจากเชลยศึก ทหารสเปนได้อ้างสิทธิครอบครองไร่คาเคาของชาวแอซเทค และรีดเอาจากประชาชนที่ส่งบรรณาการให้ชาวแอซเทค ในเวลาไม่นาน คาเคาและช็อกโกแลตได้รับการส่งไปยังสเปน
ที่สเปน เครื่องดื่มช็อกโกแลตเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วจนไม่พอกับความต้องการ จึงต้องใช้แรงงานจำนวนนับล้านลงแรงเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และแปรรูปน้ำตาลและคาเคา นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 จนถึงปลายศตวรรษที่ 18 แรงงานส่วนใหญ่ที่มีราคาถูกแสนถูกที่ทำไร่คาเคาเป็นพวกทาส และชนกลุ่มแรกที่ถูกใช้เป็นแรงงานทาสทำช็อกโกแลตคือชาวเมโสอเมริกา
คนสเปนไม่ชอบรสชาติขมของช็อกโกแลต ทีแรกนายพลคอร์เตสกับเหล่าทหารของพวกเขาไม่ชอบรสชาติของช็อกโกแลตเลย แต่เพื่อให้ได้รสชาติถึงใจมากขึ้น พวกเขาเริ่มเอาช็อกโกแลตไปต้ม และใส่ส่วนผสมต่างๆ ลงไป
ครั้นเมื่อช็อกโกแลตเข้ามายังยุโรป มีใครบางคนเกิดไอเดียที่จะเติมน้ำตาลลงไป ใส่ชินเนมอน และเครื่องเทศลงไป ในที่สุดเครื่องดื่มช็อกโกแลตร้อนรสหอมหวานก็ถือกำเนิดขึ้นมา อย่างไรก็ดี ชาวสเปนยังคงวิธีการเตรียมและกระบวนการทำช็อกโกแลตไว้เหมือนเดิม และยังคงใช้ชาวพื้นเมืองเก็บฝักและหมัก ตาก ทำความสะอาด และคั่วเมล็ดคาเคา สเปนยังได้ประดิษฐ์เครื่องมือชนิดใหม่สำหรับใช้ทำช็อกโกแลตด้วย ซึ่งก็คือ ไม้คนที่เรียกว่า โมลินีโอ เอาไว้คนให้ช็อกโกแลตเป็นโฟมละเอียดง่ายขึ้น
เครื่องดื่มช็อกโกแลตนี้จะมีก็แต่ชาวสเปนผู้มั่งคั่ง และบาทหลวงเท่านั้นที่หาซื้อมาดื่มได้ พระสเปนได้แนะนำเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้ราชสำนักได้ลิ้มลอง มีเรื่องเล่ากันว่า พระนิกายโดมินิกันนำคนพื้นเมืองเข้าเฝ้าเจ้าชายฟิลิปแห่งสเปน เชลยเหล่านี้ได้ปรุงเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้เจ้าชายเสวย และในเวลาไม่นาน ชาวสำนักราชวังพากันเห่อดื่มช็อกโกแลตกันเป็นบ้าเป็นหลัง
เนื่องจากสเปนยึดครองอเมริกาเป็นอาณานิคมในยุคแรก ทำให้สเปนผูกขาดค้าขายช็อกโกแลตอยู่เพียงลำพังหลายปี จะมีก็แต่ชาวสเปนที่ร่ำรวยมหาศาลกับคนที่มีเส้นสายดีเท่านั้นที่มีเงินซื้อช็อกโกแลตที่แสนแพงนี้ได้ ชาวสเปนยอมรับว่าช็อกโกแลตช่วยให้กระปรี้กระเปร่า และมีคุณค่าทางโภชนาการ คาเคามีแคลอรีสูงตามธรรมชาติ และยังมีกาเฟอีน และสารเคมีที่มีคุณสมบัติคล้ายกันเรียกว่า ธีโอโบรไมนด้วย
ต่อมาในศตวรรษที่ 16 ช็อกโกแลตเริ่มเป็นเครื่องดื่มสำหรับพระที่ถือศีลอด และหลังจากถกเถียงกันมานาน ศาสนจักรคาทอลิกได้อนุญาตให้ประชาชนดื่มช็อกโกแลตเป็นอาหารทดแทนระหว่างถือศีลอด ซึ่งเป็นช่วงห้ามรับประทานอาหาร แต่ประเทศอื่นในยุโรปยังไม่มีโอกาสลิ้มรสช็อกโกแลตจนอีกร้อยปีต่อมา จะเป็นเพราะชาวสเปนพยายามเก็บช็อกโกแลตไว้แต่เพียงประเทศเดียวหรือไม่ และข่าวคราวเกี่ยวกับช็อกโกแลตแพร่งพรายออกไปได้อย่างไร ไม่มีใครรู้ชัด รู้กันแต่ว่าในที่สุดแล้ว ความลับเกี่ยวกับช็อกโกแลตได้แพร่งพรายออกไป และเริ่มเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรปอย่างรวดเร็ว และยืนยาวมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
หลายประเทศยุโรปเริ่มนำเอาพันธุ์พืชคาเคาไปปลูกในประเทศอาณานิคม ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ต่างยึดเมืองแถบเส้นศูนย์สูตรเป็นอาณานิคม อังกฤษนำต้นคาเคามาปลูกบนเกาะซีลอน หรือศรีลังกา เนเธอร์แลนด์นำไปเพาะปลูกที่เวเนซุเอลา ชวา และสุมาตรา ส่วนฝรั่งเศสปลูกที่เวสท์อินดีส ผลผลิตจากต้นคาเคาใช้เวลาไม่นานก็สามารถออกฝักและเมล็ดส่งกลับมายังเจ้าอาณานิคมเหล่านี้จนยุโรปกลายเป็นทวีปแห่งช็อกโกแลต
ชาวยุโรปบดเมล็ดคาเคาด้วยเครื่องโม่ทำให้บดได้คราวละจำนวนมาก เริ่มจากสมัยแรกใช้ครกตำแต่ต่อมาใช้กังหันลม บ้างก็ใช้โม่ที่อาศัยแรงงานม้าหมุนเครื่องบด คนยุโรปนิยมดื่มช็อกโกแลตกับน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าราคาแพงอีกชนิดที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ช่วงปลายศตวรรษ 1600 เซอร์ ฮันส์ สโลน จากราชวิทยาลัยแพทย์เสนอช็อกโกแลตสูตรใหม่เป็นช็อกโกแลตใส่นมที่ให้รสชาติละเมียดขึ้น
ในฝรั่งเศส ช็อกโกแลตเป็นสินค้าผูกขาด มีตำนานเล่าว่า พระราชินีแอนแห่งออสเตรียชอบดื่มช็อกโกแลตเข้าขั้นเสพติด จนราชสำนักฝรั่งเศสต้องปิดเรื่องนี้ไว้ ช็อกโกแลตเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชนชั้น และมีพระราชบัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ใด ยกเว้นสมาชิกของขุนนางฝรั่งเศสเท่านั้นที่ดื่มช็อกโกแลตได้ ต่างจากอังกฤษ ใครมีเงินซื้อก็ดื่มได้
ร้านช็อกโกแลตแห่งแรกเปิดบริการในลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1657 คล้ายกับร้านกาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากกว่าในเวลาต่อมา ร้านช็อกโกแลตเป็นสถานที่ดื่มเครื่องดื่มร้อนเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ถกเรื่องการเมือง พบปะผู้คน และเล่นพนัน บางแห่งรับเฉพาะผู้ชาย แต่ก็หลายแห่งที่เปิดรับทุกเพศที่มีเงินจ่าย
ขั้นตอนการทำช็อกโกแลตไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายร้อยปี จนกลายศตวรรษ 1700 ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอนาคตของช็อกโกแลตก็ถึงเวลาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ก่อนหน้ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ขั้นตอนการผลิตช็อกโกแลตต้องอาศัยแรงงานคนอย่างเดียว ซึ่งใช้เวลานาน และค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ช็อกโกแลตหาซื้อได้เฉพาะคนร่ำรวยเท่านั้น เมื่อนักประดิษฐ์ได้สร้างเครื่องจักรไอน้ำสำเร็จการผลิตช็อกโกแลตจำนวนมากด้วยเวลาที่สั้นลงทำให้เส้นทางของช็อกโกแลตไม่อยู่เฉพาะเครื่องดื่มเท่านั้นแต่ยังวิวัฒนาการกลายเป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยมกันทั่วโลกด้วย

ชนิดของช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมที่นิยมมาก และมีให้เลือกในหลากหลายรูปแบบ รูปแบบและรสชาติของช็อกโกแลตนั้นแตกต่างกันได้โดยส่วนผสมและปริมาณของส่วนผสมในช็อกโกแลต นอกจากส่วนผสมแล้วรสชาติยังแตกต่างกันโดยระยะเวลาและอุณหภูมิของการคั่วเมล็ดโกโก้ด้วย

ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน

ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน (unsweetened chocolate) คือ ช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์หรือที่รู้จักกันในนาม ช็อกโกแลตฝาด ใช้ในการอบอาหาร และเป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีการเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้น ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสชาติเข้มข้มและลุ่มลึกของช็อกโกแลตบริสุทธิ์ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเพิ่มน้ำตาลเข้าไป ช็อกโกแลตชนิดนี้จะใช้เป็นส่วนผสมหลักในการทำบราวนี เค้ก ลูกกวาด และคุกกี้

ช็อกโกแลตดำ

ช็อกโกแลตดำ (dark chocolate) คือช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มนมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งบางครั้งก็เรียกเป็นช็อกโกแลตธรรมดา แต่ว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเป็นช็อกโกแลตหวาน และกำหนดให้มีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 15% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 35% ช็อกโกแลตดำมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ป้องกันมิให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุของโรคหัวใจเลือดตีบ และช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดแข็งตัว สาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด และป้องกันความดันโลหิตสูง [1]

ช็อกโกแลตนม

ช็อกโกแลตนม (milk chocolate) คือช็อกโกแลตที่ผสมนมหรือนมข้นหวาน รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดว่าหากจะเรียกว่าช็อกโกแลตนม ต้องมีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 10% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 25%
ช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ (cocoa butter) นม และยังเพิ่มความหวานและรสชาติลงไปด้วย ช็อกโกแลตนมนี้ใช้สำหรับแต่งหน้าขนมได้เป็นอย่างดี ช็อกโกแลตนมที่ทำในประเทศสหรัฐฯ ต้องประกอบด้วยน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 10% และนมที่ไม่ได้เอามันเนยออก 12%

ช็อกโกแลตลิเคียวร์

เป็นผลผลิตจากเมล็ดโกโก้นำมาบดละเอียด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ น้ำช็อกโกแลตนี้สามารถทำให้เย็นและทำให้แข็งตัวโดยใส่พิมพ์ไว้ แต่ช็อกโกแลตที่ได้เป็นชนิดที่ไม่หวาน น้ำช็อกโกแลตนี้จะมีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์ประมาณ 53%

ช็อกโกแลตกึ่งหวาน

ช็อกโกแลตกึ่งหวาน (semi-sweet) อยู่ในรูปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่เนยโกโก้ลงไปด้วย สีของช็อกโกแลตชนิดนี้สีจะเข้ม ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ จะมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27% ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสหวานเล็กน้อยและกลมกล่อม

ช็อกโกแลตหวาน

ช็อกโกแลตหวาน (sweet chocolate) ช็อกโกแลตชนิดนี้จะเพิ่มความหวานลงไปมากกว่าช็อกโกแลตแบบหวานน้อย และมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 1 % ช็อกโกแลตชนิดนี้ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำขนมและตกแต่งขนม และยังมีไขมันเท่า ๆ กับช็อกโกแลตแบบหวานน้อย

ช็อกโกแลตขาว

ช็อกโกแลตขาว (white chocolate) ชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ แต่ไม่มีโกโก้ที่อยู่ในรูปของไขมัน แต่จะประกอบไปด้วยน้ำตาล เนยโกโก้ นมสด และใส่กลิ่นวานิลลาลงไปด้วย ช็อกโกแลตขาวนี้จะแตกหักง่าย หากเป็นของปลอมจะทำมาจากน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้

ลิควิดช็อกโกแลต

เป็นช็อกโกแลตที่ไม่หวาน ส่วนใหญ่จะบรรจุขายเป็นขวด ขวดละ 1 ออนซ์ และเนื่องจากมันไม่ละลายจึงสะดวกในการใช้มาก โดยพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้ทำขนมอบ อย่างไรก็ดีเนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้ ซึ่งเนื้อช็อกโกแลตจะแตกต่างกัน ปกติแล้วช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสไม่หวาน

กูแวร์ตูร์

ช็อกโกแลตชนิดกูแวร์ตูร์ (couverture) เป็นชนิดที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคือจะเป็นมันเงา โดยปกติจะมีส่วนผสมของเนยโกโก้อย่างน้อยที่สุด 32% ทำให้มันสามารถคงตัวอยู่ในรูปของไขได้ดีกว่าชนิดเคลือบ ปกติแล้วจะใช้เฉพาะในร้านที่ทำขนมหวานเท่านั้น ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในรูปของส่วนที่เคลือบอยู่ภายนอกผลไม้หรือหุ้มไส้ช็อกโกแลตอยู่

กานาช

ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีลักษณะข้นมาก เป็นที่นิยมนำไปทำเค้กช็อกโกแลต กานาชทำโดยการเทวิปปิงครีมที่นำไปอุ่นลงไปในช็อกโกแลตสับในปริมาณที่เท่ากัน ทิ้งไว้สักครู่จนช็อกโกแลตเริ่มละลายและคนให้เข้ากัน จะได้ส่วนผสมที่ข้นขึ้น อาจเติมเนยในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเงาให้กับกานาชด้วย

Confectionery Coating

เป็นช็อกโกแลตที่ใช้เคลือบลูกกวาด โดยนำไปผสมกับน้ำตาล นมผง น้ำมันพืช และสารปรุงแต่งรสชาติต่าง ๆ มีสีสันหลากหลาย ลูกกวาดที่ได้นี้ผงโกโก้จะมีไขมันต่ำ แต่จะไม่มีส่วนผสมของเนยโกโก้ เหมือนชนิดอื่น ๆ จึงแยกออกมาเป็นอีกประเภทหนึ่งได้

ประโยชน์ของช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตเป็นอาหารที่มีสารเคมีที่ส่งผลต่อระบบประสาท เล่ากันว่า นักรักชื่อกระฉ่อนโลกอย่างจิอาโคโม คาสซาโนวา (1725-1795) กินช็อกโกแลตก่อนขึ้นเตียงกับผู้หญิงที่หลงเสน่ห์ ด้วยช็อกโกแลตขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารกระตุ้นอารมณ์ใคร่[ต้องการอ้างอิง] และผู้หญิงร้อยละ 50 สารภาพว่ากินช็อกโกแลตก่อนเมคเลิฟ[ต้องการอ้างอิง]
มีงานวิจัยที่ศึกษากับเพศชายจำนวน 8000 คนที่สำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ด พบว่า คนที่รับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำมีอายุยืนกว่าคนที่ไม่เคยรับประทานช็อกโกแลต[ต้องการอ้างอิง] สาเหตุที่กินช็อกโกแลตแล้วอายุยืนอาจเกี่ยวข้องกับ สารโพลีฟีนอลที่มีอยู่จำนวนมากในช็อกโกแลต โพลีฟีนอลเป็นสารที่ช่วยลดอนุมูลอิสระของไลโปโปรตีนความแน่นต่ำ และช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่ความเชื่อดังกล่าวยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่
นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเปรียบเทียบกลุ่มที่รับประทานช็อกโกแลตเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ให้รับประทานช็อกโกแลตเทียม เพื่อทดสอบความจำพบว่า กลุ่มที่กินช็อกโกแลตสามารถจดจำคำพูดและภาพได้ดีกว่า และยังเคลื่อนไหวตอบสนองได้คล่องแคล่วกว่า ปัจจุบันนักวิจัยกำลังทดลองซ้ำเพื่อเปรียบเทียบผลอยู่[ต้องการอ้างอิง]
การทดลองเหล่านั้นสอดคล้องกับชีวิตของคนที่มีอายุเกินร้อยปีหลายคน ยกตัวอย่าง ฌอง คลามงต์ (1875-1997) และ ซาร่าห์ เคลาส์ (1880-1999) ทั้งสองคลั่งไคล้ช็อกโกแลตมาก คลามงต์ มีนิสัยติดกินช็อกโกแลตอาทิตย์ละสองปอนด์จนกระทั่งแพทย์ต้องแนะนำให้เธอเลิกกินเมื่ออายุได้ 119 ปี สามปีก่อนที่เธอจะลาโลกไปด้วยอายุ 122 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุยืนมักแนะนำให้กินช็อกโกแลตดำแทนขนมหวานมีแคลอรีสูงและนิยมกันมากในอเมริกา
ในอังกฤษ ช็อกโกแลตแท่งสอดใส้คานาบิสนิยมใช้กับผู้ป่วยโรค multiple sclerosis หรือโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ หรือเอ็มเอส เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดกับระบบประสาทส่วนกลางแบบฉับพลัน โรคดังกล่าวมีพัฒนาการอย่างช้าๆ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางสายตา การพูด เมื่อรักษาเฉพาะอาการแล้วอาจเกิดขึ้นอีกได้ และร้ายแรงถึงขั้นอัมพาต ตาบอด และเสียชีวิต [ต้องการอ้างอิง]
ในช็อกโกแลตมีส่วนประกอบมากกว่า 300 ชนิดที่ต่างกัน เช่นอนันดาไมด์ และเอ็นโดจีนัส คานาบินอยด์ที่พบได้ในระบบประสาท คนที่ไม่เชื่อแย้งว่า หากกินช็อกโกแลตให้ออกฤทธิ์ต่อประสาทได้จริงคงต้องกินกันทีละหลายปอนด์มากถึงเห็นผล และกินมากๆ ยังเสี่ยงเป็นนิ่วด้วย ถึงกระนั้น มีข้อมูลน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ สารสองชนิดของอนันดาไมด์พบอยู่ในช็อกโกแลต ซึ่งเชื่อกันว่ามีผลช่วยยืดความรู้สึกสุขสบายให้ยาวนาน
ช็อกโกแลตยังมีกาเฟอีน แต่ไม่มากนักและยังสามารถหาได้จากแหล่งอื่นที่มีมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ช็อกโกแลตนมมีกาเฟอีนน้อยกว่าดื่มกาแฟชนิดกาเฟอีนต่ำเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ช็อกโกแลตมีสารทริพโทฟาน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อร่างกายขับเซโรโทนินออกมาช่วยให้ผ่อนคลายความวิตกกังวลได้
ช็อกโกแลตช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน สารที่คล้ายกับที่ได้จากฝิ่นที่ผลิตขึ้นเองในร่างกาย เมื่อร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินจะช่วยลดความเจ็บปวดได้ บางครั้งเชื่อว่า เอ็นดอร์ฟินมีส่วนช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและสงสัยกันว่าเป็นตัวที่ทำให้คนบางคนถึงขนาดติดช็อกโกแลตงอมแงม

ข้อแนะนำ

ช็อกโกแลตที่ได้รับความนิยมต้องเป็นช็อกโกแลตของประเทศเบลเยียม และเวลาไปร้านขายช็อกโกแลต หากเห็นช็อกโกแลตที่ทำท่าจะละลายในมือถือว่าเป็นช็อกโกแลตที่ดี เพราะแสดงว่ามีเนยโกโก้ผสมอยู่ในปริมาณสูง ควรมองหาชิ้นที่มีผิวมันเรียบ ถ้าลองชิมได้อย่าซื้อที่กัดแล้วร่วงกราวเป็นเศษเล็กเศษน้อยหรือนิ่มเหลว