วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความเชื่อฝรั่ง : Dreamcatcher ตาข่ายดักฝัน


ความเชื่อฝรั่ง : Dreamcatcher ตาข่ายดักฝัน



  ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาหรือที่เรียกกันว่า เผ่าอินเดียนแดง มีการสร้างงานหัตถกรรมของชนเผ่าที่เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางดักจับความฝัน เรียกกันว่า “Dreamcatcher”มีความหมายถึง “ตาข่ายดักฝัน” หรือ “เครื่องดักความฝัน” หัตถกรรมอินเดียนแดงชิ้นนี้เชื่อกันมาตั้งแต่โบราณว่าจะช่วยกรองฝัน ให้ฝันดีอยู่กับตัว และฝันร้ายสลายไป ลักษณะของตาข่ายดักฝันหรือเครื่องดักฝันจะเป็นห่วงวงกลม ข้างในถักทอเป็นตาข่าย และด้านล่างจะประดับประดาด้วยขนนก ลูกปัด รวมทั้งเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆอื่นๆ
ตาข่ายดักฝันมีที่มาจากอินเดียแดงเผ่าโอจิบวี(Ojibwe) หรือ ชนเผ่าชิปเปวา (Chippewa) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกา ชนเผ่าชิปเปวาเชื่อกนว่า แมงมุมมีพลังอำนาจวิเศษที่สามารถทอใยดักจับความฝันได้เหมือนกับที่มันดักจับสัตว์เป็นอาหารนั่นเอง  แม้ว่าวันเวลาที่มีการคิดสร้างตาข่ายดักฝัน  ไม่มีใครรู้ที่มาว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไม่นาน
   ชนเผ่าโอจิบวีเป็นอีกชนเผ่าหนึ่งที่นิยมประดิษฐ์สร้างตาข่ายดักฝันไว้เป็นจำนวนมาก กลายเป็นว่า ตาข่ายดักฝันเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชนเผ่าต่างๆที่เป็นกลุ่มน้อยอยู่ในอเมริกา จนกระทั่งมันกลายมาเป็นของขวัญของกำนัลจากร้านขายของที่ระลึกในเขตที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียแดงในปัจจุบัน

         

  วัฒนธรรมอินเดียแดง ซึ่งปัจจุบันจะไม่เรียกว่า “อินเดียนแดง” แล้ว แต่จะเรียกกันว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกัน (Native American)” ถือว่า “ขนนก” เป็นสัญลักษณ์ของ “อากาศ” และ “ลมหายใจ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การมีชีวิต กรรมวิธีการทำเครื่องดักฝันจะทำมาจากเกลียวเชือกจากต้นวิลโลว์ มาถักทอเป็นโครงวงกลมโดยมีตาข่ายอยู่ด้านใน
ด้านล่างจะตกแต่งประดับประดาด้วยขนนกแบบต่างๆดังนั้น ตาข่ายดักฝันหรือเครื่องดักฝัน จึงกลายมาเป็นเครื่องรางมงคลที่นิยมห้อยแขวนไว้เหนือเปลเด็กในทางคติความเชื่อก็คือ เครื่องหมายนำอากาศเข้าสู่ลมหายใจและนำโชคดีมาให้เด็กๆ
ส่วนทางจิตวิทยาก็คือ ตาข่ายดักฝันประดับขนนกเหล่านี้จะทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆได้เป็นอย่างดี เพราะสายตาที่จับจ้องมองการแกว่งไกวของขนนกที่ส่ายไหวดั่งระบำขนนก จะช่วยทำให้ทารกมีพัฒนาการการเรียนรู้ทางสายตาและกล้ามเนื้อต่างๆได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันมันคือเครื่องรางที่ช่วยกรองฝันดีมาสู่เด็กๆ และสกัดฝันร้ายไม่ให้มากล้ำกราย แต่ถึงกระนั้น ก็มีวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่นำไปแขวนประดับเหนือเตียงนอน จนกลายเป็นแฟชั่นแบบอย่างหนึ่ง แต่ทว่า การดักจับความฝันคงทำไม่ได้กับนิสัยพวกเขา เพราะวัยผู้ใหญ่นั้นจิตใจไม่ได้ใสสะอาดเหมือนเด็กๆ เครื่องดักฝันจึงอาจไม่ช่วยอะไรไม่ได้เลย
 ยังมีเครื่องรางต่างๆอีกมากมายที่เชื่อว่ามีอำนาจพิทักษ์ความฝัน  ซึ่งถูกนำมาใช้ห้อยแขวนเหนือตียงนอนขวางทารกและเด็กๆเพื่อปกป้องให้พ้นจากฝันร้ายและหลบเลี่ยงพลังอันชั่วร้ายที่มองไม่เห็นได้สำเร็จ แต่หลายๆคนกลับนิยมเลือกตาข่ายดักฝัน ด้วยเพราะมนุษย์สัมผัสได้ถึงอำนาจเร้นลับจากสิ่งชั่วร้ายที่อาจซ่อนตัวอยู่ในกระจก ต้นไม้ หรือกรอบหน้าต่าง ดังนั้น การแขวน “ตาข่ายดักฝัน” ก็เพื่อช่วยปกป้องเด็กๆให้พ้นจากภัยมืด เพราะฝันร้ายเหล่านั้นจะถูกกักขังไว้ในตาข่ายไม่ให้ออกไปไหนอีกเลย จนกระทั่งถึงยามผ้าสาง ฝันร้ายจะมลายหายไปเอง ส่วนฝันดีจะถูกกรองผ่านรูตาข่ายไปสู่เด็กๆ ตลอดยามราตรี

วันไหว้ครู ความหมายวันไหว้ครู

วันไหว้ครู ความหมายวันไหว้ครู


ความหมายวันไหว้ครู           

 - สะท้อนถึงความผูกพันใกล้ชิดระหว่างครูกับศิษย์            

- สะท้อนให้เห็นถึงความกตัญญูรู้คุณของสังคมไทยต่อผู้มีพระคุณ         

   - สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความเมตตา ของครูต่อศิกษย์            

- สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนทางจิตใจ            

- แฝงสาระที่เป็นคติธรรมสอนใจมากมาย         


 วันไหว้ครู เป็นวันที่นักเรียนจะได้แสดงคุณธรรมในจิตใจ คือไหว้ครู คำว่า  ไหว้ครู  นั้น เป็นถ้อยคำธรรมดาสามัญที่เข้าใจกันอยู่ และทราบถึงความหมายกันเป็นอย่างดี แต่ก็จะขอขยายความคำว่า  ไหว้ครู  เพื่อประกอบความรู้และประดับสติปัญญาตามสมควร           ไหว้ครู  เป็นคำไทย 2 คำ นำมาเชื่อมกัน คือคำว่า ไหว้  กับคำว่า  ครู  แต่ละคำมีความหมายอยู่ในตัว คำว่า ไหว้ ก็หมายถึงการแสดงสัมมาคารวะ การบูชา การแสดงความนับถือ การแสดงความเทิดทูน นี่เรียกว่า  ไหว้  เป็นคำกิริยาที่ใช้กันเป็นประเพณีนิยมของไทย และในบางกรณีคำนี้ ก็ย่อมจะกินความคลุมไปถึง กราบซึ่งในความหมายว่ายอมตนลงราบคาบด้วย เพราะฉะนั้นไหว้ก็ดีกราบก็ดี รวมอยู่ในความหมายอันเดียวกัน คือ แสดง ความยกย่อง แสดงอาการเชิดชูบูชานับถือ            โอกาสนี้เราทั้งหลาย ได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครู อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความถนัด ครูนั้นเป็นทิศๆ หนึ่งในจำนวนทิศทั้ง 6 โดยเฉพาะเป็นทิศเบื้องขวา เรียกว่า ทักขิณ ทิศที่ว่าให้ความถนัด คือเป็นผู้ให้วิชาความรู้แก่เรา      ประโยชน์ของการไหว้ครู          หากการแสดงคุณธรรมด้วยการไหว้ไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว ประเพณีน่าจะเลิกกันเสียที แต่ที่ต้องไหว้กันอยู่ประจำทุกปี ทุกโรงเรียน แสดงว่าต้องมีประโยชน์ ประโยชน์ของการไหว้ คือ          1. ผู้ไหว้ได้รับความเมตตาจากผู้ถูกไหว้           2. ผู้ไหว้ได้รับความสบายใจ           3. ช่วยให้ผู้ถูกไหว้หันมาสำรวจตรวจตราพัฒนาตนเอง           4. ได้รักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยไว้           5. บรรเทาโทษเสียได้           โบราณท่านกล่าวว่า "ศรต้องมีพิษ ศิษย์ต้องมีครู ศิษย์มีครูเหมือนงูมีพิษ ศิษย์ไม่มีครู เหมือนงูไม่มีพิษ" ไม่น่ากลัวอะไร ไม่ต่างอะไรกับปลาไหล รอเวลาให้เขาผัดเผ็ดเท่านั้น "ศิษย์ดีต้องมีคุณธรรม ศิษย์ไม่ได้ความคุณธรรมไม่มี" นักเรียนจะต้องรู้จักข้าว ข้าวรวงโตที่มีวิตามิน เวลามันออกรวง จะน้อมรวงถ่วงยอดแสดงอาการดุจคารวะแม่พระธรณี แต่ข้าวรวงใดที่ชี้เด่แทบจะทิ่มก้นเทวดา แสดงว่าข้าวรวงนั้นไม่มีวิตามิน เป็นข้าวขี้ลีบ คนก็เหมือนกัน หากรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน แสดงว่าเป็นคนมีคุณภาพเป็นผู้มีคุณธรรม บางคนเป็นโรคสันหลังแข็งก้มไม่ลง บุคคลนั้นไม่ต่างอะไรกับข้าวขี้ลีบพิธีไหว้ครู 

        

 พิธีไหว้ครู หรือ การไหว้ครู มีหลายอย่าง เช่น การไหว้ครูนาฏศิลป์ ไหว้ครูดนตรี ไหว้ครูโหราศาสตร์ ไหว้ครูแพทย์แผนไทย เป็นต้น  ซึ่งแต่ละอย่างก็จะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไป เมื่อเอ่ยถึง พิธีไหว้ครู เรามักจะหมายถึง การไหว้ครูในสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำในช่วงเปิดภาคการศึกษา  การไหว้ครู เป็นประเพณีสำคัญที่มีมาแต่โบราณ ถือเป็นพิธีกรรมที่แสดงความเคารพและระลึกถึงพระคุณของบูรพาจารย์ ครูอาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชาความรู้ให้ ทำให้เราสามารถนำไปประกอบวิชาชีพ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต โดยทั่วไป พิธีไหว้ครูมักจะจัดในวันพฤหัสบดี ด้วยถือว่าพระพฤหัสเป็นเทพที่ส่งเสริมวิทยาการและความเฉลียวฉลาด ซึ่งเป็นคุณสมบัติของครู จึงถือเอาวันนี้เป็นวันไหว้ครู เพื่อความเป็นสิริมงคลคำสวดไหว้ครูทำนองสรภัญญะ      ปาเจรา จริยา โหนติ คุณุตตรา นุสาสกา      ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์ ผู้กอรปเกิดประโยชน์ศึกษา       ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา แก่ข้าในกาลปัจจุบัน      ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์ ด้วยใจนิยมบูชา      ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา ปัญญาให้เกิดแตกฉาน      ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน อยู่ในศีลธรรมอันดี     ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี แก่ข้าและประเทศไทย เทอญปัญญา วุฑฒิ กเร เต เต ทินโนวาเท นมามิหํคำปฏิญาณตนเราคนไทย ใจกตัญญู รู้คุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เรานักเรียนจักต้องประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่นเรานักเรียนจักต้องปฏิบัติตนไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่นสิ่งที่ต้องเตรียมในการไหว้ครู          การไหว้ครู ในอดีตนั้น มักจะใช้ หญ้าแพรก ข้าวตอก ดอกมะเขือ และดอกเข็ม เป็นองค์ประกอบในพานดอกไม้แต่ละอย่างล้วนเป็นปริศนาธรรมทั้งสิ้น           - หญ้าแพรก เป็นตัวแทนที่แสดงถึงความเข้มแข็ง อดทนถึงแม้จะแห้งแล้ง คนเดินเหยียบย่ำ หญ้าแพรกก็จะไม่ตาย พอได้รับโอกาสที่เหมาะสม ได้รับความชุมชื้น ก็จะแตกยอดเจริญงอกงามเป็นอย่างดี  ครูจึงต้องเป็นผู้ที่เข้มแข็งอดทนต่อปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนนักศึกษามากมาย และค่อย ๆสะท้อนปลูกฝังความมุ่งมั่นอดทน เข้มแข็งไปสู่นิสัยของนักเรียน นักศึกษา ฝึกให้เขาเข้มแข็งอดทนให้จงได้       

   - ข้าวตอก เป็นข้าวที่เกิดจากการใช้เมล็ดข้าสารไปคั่ว โดยมีฝาครอบไว้ เมื่อได้รับความร้อนระดับหนึ่ง เมล็ดข้าวก็จะพองตัวและแตกตัวออกเป็นข้าวตอก มีกลิ่นหอม  เช่นเดียวกับการให้การศึกษา ครูผู้สอนต้องให้การอบรมคู่กันไปด้วย "อบเพื่อให้สุกรมเพื่อให้หอม" เช่นเดียวกับการทำข้าวตอก            การสั่งสอนอบรมของครู บางครั้งต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน ติติงหรือทำโทษ ในการกระทำที่ไม่เหมาะสมเสมือนการใช้ความร้อนกับเมล็ดข้าว โดยมีกฏระเบียบหรือแนวปฏิบัติ เสมือนเป็นฝาครอบ ไม่ให้ลูกศิษย์กระเด็นกระดอนออกนอกลู่นอกทาง ครูจึงต้องทำหน้าที่สั่งสอนอบรมให้นักเรียน นักสึกษาเป็นดังเช่นข้าวตอก คือ "สุกและหอม" ซึ่งหมายถึง การสั่งสอนแนะนำให้เขามีความรู้ความสามารถและเป็นคนดีที่ยอมรับนั่นเอง       

      - ดอกมะเขือ ลักษณะของดอกมะเขือ เวลาบานจะสีขาวสะอาดและดอกจะโน้มคว่ำลงพื้นดินซึ่งก็เป็นปริศนาธรรม แสดงถึงความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ เป็นคนซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ       

      - ดอกเข็ม ลักษณะของดอกเข็มจะมียอดดอกแหลม ซึ่งเป็นปริศนาธรรมว่า ครูต้องจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังความคิด ให้นักเรียนนักศึกษาเป็นคนฉลาด(หัวแหลม) รู้จักวิเคราะห์วิจารณ์ ใช้ความคิดให้เป็นประโยชน์แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบเห็น ความเฉียบคมทางความคิดจะทะลุทะลวงทุกปัญหาได้      

       คนโบราณช่างชาญฉลาดที่จะสอนศิษย์ด้วยกลวิธีต่าง ๆ แม้กระทั่งการใช้ดอกไม้ต้นไม้ ฯลฯ เป็นสื่อการสอนทำให้ลูกศิษย์ให้ยุคก่อนเก่าได้เรียนรู้จากธรรมชาติ และรู้จักกตัญญูรู้คุณผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์อยู่ตลอดไป และการที่เราใช้ "หญ้าแพรกดอกมะเขือ" ในการไหว้ครูนั้น เพราะเป็นของหาง่าย งอกงามอยู่ทั่วไป          

  ตอนเช้าตรู่วันพฤหัสซึ่งเป็นวันไหว้ครู เด็กๆจะไปโรงเรียนเช้าเป็นพิเศษ เพื่อ่ไปช่วยกันจัดพานดอกไม้ ซึ่งอาจมีการปักดอกบานไม่รู้โรย ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบบ้าน แซมด้วยหญ้าแพรกและดอกมะเขือ พานดอกไม้นี้เด็กนักเรียนหญิงจะเป็นคนถือ ส่วนเด็กผู้ชายจะถือธูปเทียนและช่อดอกไม้ ( ช่อดอกไม้หมายถึงดอกไม้ที่หาได้เอามารวมกัน แซมด้วยหญ้าแพรกและดอกมะเขือเช่นกัน)            พิธีไหว้ครูจึงเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่นักเรียนทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันมาแสดงความเคารพและระลึกบุญคุณของครูอาจารย์อย่างแท้จริง      วันไหว้ครู เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สถาบันการศึกษาทุกระดับทุกแห่งจัดขึ้นในช่วงต้น ๆ ของปีการศึกษา สะท้อนถึงคุณค่าทางจิตใจของคนไทย







วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ปลาพระอาทิตย์ (โมล่า โมล่า)


ปลาพระอาทิตย์    (โมล่า โมล่า)


ปลาพระอาทิตย์    (โมล่า โมล่า)
ชื่อวิทยาศาสตร์    Mola Mola
ชื่อสามัญ              Ocean sunfish
ขนาด                  2-3 เมตร
แพร่กระจาย        ทะเลอันดามัน
บริเวณพี่พบ        ปลาผิวน้ำ พบในหมู่เกาะห่างไกล  และในทะเลน้ำลึก
ความลึก              1-100 เมตร
อาหาร                แมงกระพรุน
สถานการณ์ถ้าเจอหมายถึง    คุณโชคดีกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งอนุรักษ์              Fish Tip        ยกมือไหว้เมื่อเจอ เพราะโอกาสมีเพียง 0.00001%นับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ที่คิดจะเขียนถึงเจ้าตัวนี้เพราะเกิดมาก็ไม่เคยพบเหมือนกันเท่าที่ถามผู้คนที่รู้จัก ยังไม่มีใครเคยเห็นเหมือนกันแต่ถ้าถามว่าเมืองไทยพบมั้ย ?  บอกได้ว่าพบเพราะเคยมีคนเห็นตัวอย่างที่ศูนย์ชีวะภูเก็ตที่คณะประมงก็มีอยู่หนึ่งตัวแต่ตัวจริงๆถ้าอยากดูต้องไปญี่ปุ่นในอะควอเรี่ยมบางแห่งมีเจ้านี่ครับ

     คนญี่ปุ่นชอบมากเป็นพิเศษเพราะเป็นปลาหน้าตาพิลึกถ้าคุณอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น บางทีคุณอาจเจอเค้าว่ายไปก็ว่ายมาปลาพระอาทิตย์ หรือที่เรียกว่า โมล่า-โมล่า อยู่ในครอบครัว Molidaeถ้าเข้าใจไม่ผิดคิดว่ามี 2 ชนิด แต่ที่ทุกคนพูดถึงคือ Mola molaมีวิวัฒนาการแสนแปลกครีบต่างๆของเขาลดรูปเหลือเพียงครีบหลังและครีบก้นที่มีขนาดใหญ่มากใช้โบกแบบพลิกไปมาช่วยให้ตัวเองว่ายไปข้างหน้าได้ปรกติจะอยู่กลางน้ำหรือใกล้ผิวน้ำ ตัวใหญ่จริงๆน้ำหนักเป็นตันก็มีแต่ที่มีตัวอย่างในเมืองไทย ขนาดเท่าฝาโอ่ง ถือเป็นโมล่ารุ่นกระเตาะโมล่าอาศัยในมหาสมุทรเกือบทั่วโลก  ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่นโอกาสเข้าใกล้แนวปะการังมีน้อยมาก  ส่วนใหญ่จะเจอแบบบังเอิญกลางทะเลที่ฟิลิปปินส์มีทัวร์ดำน้ำดูโมล่าโดยเฉพาะ แต่เขาใช้คำว่า Mola orNothing ถ้าไม่เห็นโมล่าก็แปลว่าไม่เห็นอะไรเลยเพราะตรงนั้นไม่ใช่แนวปะการัง เป็นบริเวณกลางทะเลมีกระแสน้ำที่โมล่ามักลอยผ่านเป็นประจำใครอยากเห็นต้องลองไปทัวร์ที่ว่านี่เพราะไม่เคยมีคนรู้จักได้ไปสักคน


ปลาพระอาทิตย์     (โมล่า โมล่า)

ปลาพระอาทิตย์     (โมล่า โมล่า)

ปลาพระอาทิตย์     (โมล่า โมล่า)

สุดเท่ห์!!! กับ เต่า Punk Rock แห่งแม่น้ำแมรี่



  สุดเท่ห์!!! กับ เต่า Punk Rock แห่งแม่น้ำแมรี่

Mary_River11
เห็นเจ้า เต่า กับทรงผมหัวไม้กวาดแล้ว อดขำไม่ได้ ดูจากทรงผมที่หลายคนต่างขนานนามกับเจ้าเต่าสุดเท่ห์ แห่งแม่น้ำแม่รี่ว่า เป็นเจ้าเต่า พังก์ ร็อค ซึ่งบนหัวของเจ้าเต่าที่ดูเหมือนทรงผมนั้น เป็นการบังเอิญแบบธรรมชาติสร้างมานั่นเอง
Mary_River06
    จริงๆ แล้วมันเป็นเต่าที่อาศัยอยู่ที่แม่น้ำแมรี่ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย  ช่างภาพสมัครเล่น ชื่อ คริส แวน วีค ได่ถ่ายเอาไว้พอดี และเจ้าเต่าตัวนี้เลยถูกแชร์มาสู่โลกออนไลน์ ทำให้ดังไปเลยทีเดียว  ก็สีเขียวๆ บนหัว ที่ดูเหมือนผมมันอ่ะ เป็นสาหร่ายทะเลที่เผอิญไปขึ้นที่หัวและกระดองของมัน ซะงั้น  ภาพที่เห็นก็เลยออกมาเท่ห์ๆ แบบร็อก พังก์ ซะเลย

ซึ่งเจ้า เต่า ตัวนี้เป็น สายพันธุ์ Elusor macrurus is an endangered  เป็นเต่าที่ใกล้สูญพันธุ์เต็มที และจากการที่รัฐควีนส์กำลังจะสร้างเขื่อนกันแม่น้ำแมรี่นี้เองจึงเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดผลกระทบต่อเต่าพันธุ์นี้ ตอนนี้เป็นเต่าที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากถูกจับไปเป็นสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก

Mary_River10

Mary_River08

Mary_River07

Mary_River09

Mary_River03

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หลุยส์ ปาสเตอร์


     ประวัติ
  หลุยส์ ปาสเตอร์ เกิดในปี ค.ศ.1822 ที่เมืองเล็กๆในประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาต้องการให้หลุยส์ เป็นครูจึงส่งเข้าไปเรียนที่กรุงปารีส จนสำเร็จการศึกษาและได้เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยเมื่ออายุได้32ปี จุลชีพเป็นสิ่งที่ปาสเตอร์สนใจมากทุกคนรู้ว่าเนื้อจะเน่าเปื่อยหากทิ้ง เนื้อไว้กลางแจ้งและทุกคนสามารถมองเห็นตัวจุลชีพในเนื้อได้ด้วย กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมากแต่ไม่มีใครรู้ว่าจุลชีพมาจากที่ใด นักวิทยาศาสตร์หัวโบราณคิดว่าเนื้อเน่าทำให้เกิดพวกมัน แต่ปาสเตอร์ ไม่ค่อยแน่ใจนัก เขากลับไปยังวิทยาลัยที่เคยเรียนในกรุงปารีสซึ่งเขา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการทางวิชาวิทยาศาสตร์ เขาใช้เวลา ทั้งหมดของเขาทำการค้นคว้าเรื่องจุลชีพ ในที่สุดหลุยส์ก็ค้นพบว่า จุลชีพนั้นเกิดจากฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศมิใช่มาจากอาหารที่ บูดเน่า เขาพิสูจน์โดยการนำเอาขวดซุปเนื้อขึ้นไปบนภูเขาแอลป์ซึ่ง มีอากาศบริสุทธิ์และไม่มีฝุ่นละอองเขาเปิดขวดเหล่านั้นและปล่อยทิ้งไว้ เขาพูดถูกน้ำซุปไม่เสีย บนหิ้งต่างๆของพิพิธภัณฑ์ปาสเตอร์ในกรุงปารีส มีขวดปิดไว้ซึ่งจัดทำขึ้นโดยปาสเตอร์น้ำซุปเนื้อในนั้นยังคงไม่บูดเน่า หลังจากนานกว่าร้อยปี การค้นคว้านี้ทำให้เกิดอาหารกระป๋องที่เรา รู้จักกันทุกวันนี้ ต่อมาปาสเตอร์ได้ทำการทดลองเพื่อหาวิธีรักษา โรคกลัวน้ำ หลังจากทำการทดลองที่เสี่ยงอันตรายหลายครั้งเขาก็ ประสบผลสำเร็จซึ่งการค้นพบวิธีรักษาโรคกลัวน้ำใหความหวังแก่ ผู้คนในหลายประเทศ หลุยส์ ปาสเตอร์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ.1895 มีผู้คนมากมายโศกเศร้าต่อการเสียชีวิตของเขา เขาไม่เพียงแต่เป็น นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นแต่ยังเป็นบุคคลสำคัญอีกด้วย
ผลงาน
-ค้นพบวิธีรักษาสิ่งของไม่ให้เน่าเสียโดยวิธีพาสเจอร์ไรซ์
-ค้นพบวัคซีนในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า  


วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ชายคนนี้เป็นเพื่อนกับ"สิงโต"มานานกว่า11ปี!!!

ชายคนนี้เป็นเพื่อนกับ"สิงโต"มานานกว่า11ปี!!!

 

  มันเป็นเรื่องที่อบอุ่นหัวใจเสมอเมื่อเราได้เห็นความรักระหว่างคนกับสัตว์ เลี้ยงของเขา แต่กับความสัมพันธ์ต่อไปนี้นั้นไม่ธรรมดา Frikkie Von Solms มีความสัมพันธ์ที่สุดพิเศษกับเจ้าสิงโตที่ชื่อ Zion มากว่า 11 ปีแล้ว
 
      เมื่อตอน Zion เกิดจากแม่ของมัน Simba ในที่กักขัง พวกเขากลัวว่ามันจะถูกทำร้ายโดยพ่อของมันเอง Solms จึงนำมันมาเลี้ยงและดูแลด้วยตัวเอง ตั้งแต่นั้นมา Solms และ Zion ก็นอนร่วมเตียงกัน นั่งรถด้วยกัน และเดินเคียงข้างกันโดย Solms จะคอยจูงหางของ Zion ไว้ด้วยความรัก คล้ายกับการจับมือเลยทีเดียว
  มันเป็นเรื่องที่อบอุ่นหัวใจเสมอเมื่อเราได้เห็นความรักระหว่างคนกับสัตว์ เลี้ยงของเขา แต่กับความสัมพันธ์ต่อไปนี้นั้นไม่ธรรมดา Frikkie Von Solms มีความสัมพันธ์ที่สุดพิเศษกับเจ้าสิงโตที่ชื่อ Zion มากว่า 11 ปีแล้ว
    































 

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

บีเกิล (อังกฤษ: Beagle) เป็นสายพันธุ์สุนัขมีถิ่นกำเนิดในประเทศสหราชอาณาจักร อยู่ในจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ(Hound) มีขนสั้นและหูปรก เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ (scent hounds) ที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาครั้งแรก ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นผู้ช่วยมนุษย์ ในกีฬาการล่าต่างๆ โดยเฉพาะการล่ากระต่าย ด้วยประสาทด้านการดมกลิ่นที่ไวมาก จึงได้มีการฝึกให้เป็นสุนัขตรวจสอบของผิดกฎหมาย อย่างเช่น ยาเสพติด วัตถุระเบิด ฯลฯ แต่บีเกิลยังได้รับความนิยมในฐานะสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ด้วยขนาดตัวที่พอเหมาะ เป็นสุนัขอารมณ์ดี และสุขภาพแข็งแรงทนทานต่อโรค ด้วยคุณสมบัตินี้เอง บีเกิลยังถูกใช้ในงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์อีกด้วย
สุนัขสายพันธุ์บีเกิลมีมากว่า 2000 ปีแล้ว และมีชื่อเสียงมากในยุคของพระนางอลิซาเบท(Elizabethan era) ซึ่งปรากฏในงานวรรณกรรม จิตรกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และหนังสือการ์ตูนเรื่องสนู๊ปปี้ (Snoopy) ก็เป็นบีเกิลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก
ภาพบีเกิล ล่ากระต่ายป่า
ในอดีตบีเกิลถูกพัฒนาสายพันธุ์เพื่อการล่าโดยเฉพาะ มันเป็นเหมือนคู่หูในฝันของนายพรานสูงวัย ที่จะอยู่บนหลังม้าแล้วคอยควบคุมบีเกิล ส่วนพรานหนุ่มหรือพรานที่ไม่มีเงินมากพอ จะซื้อม้าที่แข็งแรงสายพันธุ์ดีก็จะใช้ลูกม้าแทน ก่อนที่การล่าหมาป่าจะเป็นที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 19 การล่าถือเป็นกิจกรรมข้ามคืนที่ใช้เวลายาวนาน และเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นเร้าใจ พวกนายพรานจะสนุกกับการไล่ต้อนมากกว่าที่จะฆ่า ซึ่งบีเกิลจะเหมาะมากสำหรับหน้าที่นี้ ด้วยประสาทรับกลิ่นที่ยอดเยี่ยม กำลังกายที่เหลือเฟือ จึงเป็นเหมือนการการันตี ว่าบีเกิลสามารถไล่ล่าเป้าหมายได้จนกว่าจะเจอ การใช้ฝูงบีเกิลในการล่า เหมาะสำหรับการล่าที่ต้องใช้เวลานาน ส่วนในการล่าระยะสั้น บีเกิลจะทำหน้าที่คอยต้อนเป้าหมาย โดยเฉพาะในการล่ากระต่าย บีเกิลจะสนุกกับการไล่ล่าเป็นพิเศษ
ภาพบีเกิลกำลังตรวจสอบหาวัตถุต้องสงสัย ที่สนามบิน
ในยุคนั้นการล่าร่วมกับบีเกิลเป็นความใฝ่ฝันของคนหนุ่ม ในสหรัฐอเมริกาบีเกิลถูกเลือกเป็นสุนัขที่ใช้ในการ ล่ากระต่ายป่าเป็นสายพันธุ์ต้นๆ ก่อนที่จะมีการนำเข้าสายพันธุ์นี้จากต่างประเทศ การล่ากระต่ายป่ากับบีเกิล เป็นกีฬายอดนิยมในอังกฤษ ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งสก็อตแลนด์สั่งห้ามกีฬาประเภทนี้ในปี 2002 และอังกฤษกับเวลส์ก็ห้ามเช่นกันในปี 2004 (Hunting Act 2004) จากภายใต้กฎหมายนี้ บีเกิลยังสามารถทำหน้าที่ในการไล่กระต่ายป่า ที่ถือว่าสร้างความรำคาญได้อยู่ อย่างไรก็ดีกีฬาการไล่ล่าก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็นการไล่ต้อนโดยไม่เอาชีวิต ให้วิ่งไปมาอยู่ในเขตการล่า ถือเป็นกิจกรรมที่ให้สุนัขได้ออกกำลังกาย และพัฒนาทักษะปัจจุบันบีเกิล ได้รับการเลือกเป็นหนึ่งในสุนัขดมกลิ่น ที่ใช้ตรวจสอบหาวัตถุต้องสงสัย ในงานด้านความมั่นคง และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ (Beagle Brigade) บีเกิลกับบทบาทด้านความมั่นคงในการตรวจสอบตามสนามบิน ซึ่งในปีหนึ่งๆ สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุผิดกฎหมาย ได้ถึง 75000 รายการต่อปี อีกเหตุผลหนึ่งที่บีเกิลได้รับเลือกในหน้าที่นี้ เพราะว่าบีเกิลมีขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็ก สามารถเข้าไปตรวจได้แม้กระทั่งคนที่ค่อนข้างกลัวสุนัข ดูแลง่าย ฉลาด และมันทำงานเต็มที่เพื่อรางวัล ซึ่งในหลายประเทศก็ได้มีการ ใช้งานบีเกิลในลักษณะนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนสุนัขดมกลิ่นขนาดใหญ่ ก็จะใช้ในงานค้นหาวัตถุระเบิดโดยเฉพาะ และงานที่จำเป็นต้องปีนป่ายเพื่อเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งบีเกิลไม่ค่อยเหมาะกับหน้าที่ ลักษณะนั้น